
คำชี้แจง
เรื่อง: "น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด
โดย: คุณ อ้น พชร
เรท: Explicit content
นิยายเรื่อง ' "น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด '
ได้รับอนุญาตจากคุณ ' อ้น พชร ' ให้เผยแพร่ในบอร์ด G-GanG เรียบร้อยแล้ว
โดยผู้ทำการขออนุญาตคือ คุณ ' dukdick '
ขอขอบคุณ ' คุณ อ้น พชร ' ที่ได้เอื้อเฟื้อผลงานดีๆ สำหรับชาว G-Gang
G-GanG.CoM
ความจริง ' พชร ' เคยปรารภ กับ " อาโม "
ไว้หลายครั้งแล้วว่า จะเขียนเรื่องนี้
แต่ก็ด้วยความเอื่อยเฉื่อย + ความยุ่งยาก เลยทอดระยะเวลาการจรดปากกา
ให้เนิ่นนานออกไปเรื่อย ๆ
เหตุที่ต้อง ' ยุ่งยาก ' เป็นเพราะ พชร มีความปรารถนา ที่จะเขียนเรื่องนี้
ด้วยความแปลกใหม่ ( พอสมควร ) จึงให้มี ถึง 2 ภาค เพื่อให้ได้รส
ภาคที่ 1 ก็คงเป็น SEX ( เบื่อที่จะเขียนแต่ควรต้องตามใจคนอ่าน )
ภาคที่ 2 ภาคสารคดีท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ( ตั้งใจเขียนภาคนี้มากกว่า )
ไอ้ภาคแรก นะน่ะ ไม่ยาก ... เขียนคืนเดียวก็เสร็จ
แต่ภาค 2 นี่ซิ ต้องเหนื่อยแน่นอน เพราะ พชร จำเป็นต้องใส่ข้อมูล
ซึ่ง ค้นคว้ามาจากเอกสาร และบางส่วน ก็ ' ยาก ' ที่จะถามจากปากใครได้
รูดซิบปาก
แต่ตอนนี้ ว่าง... สมองปรอดโปร่ง เลยได้เวลาที่เหมาะเจาะ
เลยลองเขียนดูดีกว่า
หมายเหตุ พชร.
Story เรื่องนี้ พชร.ได้เขียนตอนเดียวจบ ลงในบอร์ด Thaiboyx.com ประมาณปี 2549
ก่อนที่จะมีกรณีพิพาทเรื่อง ปราสาทหินเขาพระวิหาร ระหว่างไทย กับ กัมพูชา
ในยุครัฐบาล ท่าน สมัคร สุนทรเวช เสียอีก
ดังนั้น จึงควรอ่านเอาสนุก ไม่ได้อิงการเมือง ในด้านใด ๆ ทั้งสิ้น
เพราะพชร.เป็นคนสนใจเทวสถานต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์ มานานแล้ว
ไม่จำกัดแต่ ปราสาทหินพระวิหารเท่านั้น
หากใครได้อ่านจบแล้ว
จะอิงไปทางใด ทางหนึ่งบ้าง นั่นถือว่า เป็นความคิดส่วนบุคคล
เพราะพชร. เชื่ออยู่อย่างเดียวว่า
" สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม "
หุหุ
ช่วง SuMmer 2547 ผมได้มีโอกาสไปเที่ยว
วันรุง ( ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ) มา
แล้วก็ล่วงเลยไปเที่ยวถึง จ.อุบลราชธานี ด้วย
SuMmEr 2547 ผมลงเรียนภาคฤดูร้อน 2 ตัว
แต่ก็พอมีเวลาปลีกตัวจากเชียงใหม่ ลงไปเที่ยวอีสานกับที่บ้านได้
และเมื่อประมาณปลาย ๆ เดือน พฤษภาคม 2547
การศึกษาเล่าเรียนภาคฤดูร้อนก็ปิดฉากลง
เนื่องด้วยสอบ FiNaL เสร็จสิ้นลงหมดแล้ว
เหลือเวลาอีกตั้ง 10 กว่าวันกว่าจะเปิดเทอม
" อยากไปเที่ยวเขาพระวิหารไหม ? " คุณแม่โทรมาปรารภเอากับผม
ผมพอได้ยินก็ชักจะเอื่อย ๆ
" เพิ่งไปอุบลมาเดือนก่อนเองนะแม่นะ จะไปอีสานอีกแล้วหรอ ? "
" ก็เรายังไม่เคยไปเลยนี่ ไปไหมละ ? พ่อเขาชวน " ฮืม
พูดถึงผมไม่ยักเอียนนะ
กับการเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปกับครอบครัวหรือไปคนเดียว
เป็นคนชอบเที่ยวแต่ไหนแต่ไรมา เพราะถือเป็นการคืนกำไรให้กับชีวิต
ได้ดีทีเดียว
ไม่แน่ SuMmer นี้ ผมอาจจะได้ยลโฉม ปราสาทหิน อันวิจิตรตระการ
ทั้ง 3 แห่ง ในภาคเดียวกัน
คือ พนมรุ้ง เขาพระวิหาร และ พิมาย
( พ่อผมบอกว่า กลับจากศรีษะเกษ จะแวะพักที่โคราช 1 คืน )
คุณพ่อผมชำนาญเส้นทางในภาคอีสานมากเป็นพิเศษ
( เที่ยวมาแบบทะลุปรุโปร่ง )
จึงทำให้ไม่เกิน 6 โมงเย็น ก็ถึง อ. กันทรลักษณ์ จ. ศรีษะเกษ
" พ่อขับเส้นไหนมานะ ? " ผมยังงง ๆ " ถึงไม่เข้าตัวเมืองศรีษะเกษนะ "
" จะเข้าไปทำไมในตัวเมืองเล่า อ้น ? " พ่อผมปฎิเสธ
" ตัดมาเส้นนี้เลย ถึงไวดี พรุ่งนี้จะได้ถึงแต่เช้า "
' ทริปการทัวน์ ปราสาทหินเขาพระวิหาร ' ในครั้งนี้
ประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวผม
คุณพ่อคุณแม่ ผมและน้องสาว
คุณพ่อผมเลือกพักที่โรงแรมในตัวอำเภอซึ่งคาดว่าคงเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดแล้ว
ผมก็สบายๆ ไม่ได้เคร่งครัดอะไรกับเรื่องที่นอนมากนัก
เพราะมันตื่นเต้นมากกว่า
ที่พรุ่งนี้ จะได้ ยล ' ปราสาทหินเขาพระวิหาร '
ว่ามันจะอลังการใหญ่โตขนาดไหน
เคยเรียน และเคยท่องสมัย ป.4 ปราสาทหินของไทยมี
พนมรุ้ง , พิมาย ส่วนเขาพระวิหาร ต้องคืนให้เขมรไป
เปิดห้อง 2 ห้อง ผมนอนกับน้องสาว เชคอิน
ขนของขึ้นไปไว้บนห้องพักแล้วลงไปกินข้าว
' มื้อค่ำ ' ในวันนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากตัวโรงแรมมากนัก
คล้าย ๆ เป็นร้านข้าวต้มประจำอำเภอมากกว่า
โดยมื้อนี้คงเป็นหน้าที่ของ ' เพื่อนพ่อผม ' ในการเลี้ยง
พ่อผมมีเพื่อนเป็นคนอีสาน และหรือรับราชการอยู่ที่อีสานมากมาย
มาเที่ยวถึง ' กันทรลักษณ์ '
ก็ยังอุตส่าห์ หาเพื่อนมาเลี้ยงจนได้ น่าประทับใจดีจริง
เพื่อนของคุณพ่อผม รับราชการครู ครับ เป็นผู้หญิง ดูสดใส อบอุ่น ยิ้มง่ายดี
แถมยังเป็นคนจองโรงแรมให้พวกผมได้นอนอีก
อาหารค่อย ๆ รรเรียงมาเต็มโต๊ะ ผมก็กินไป สนทนาไปเรื่อย ๆ
ส่วนใหญ่จะหนักไปทางกินอย่างเดียวมากกว่า
คือขอบอกตามตรงในตอนนี้เลยว่า...
รู้สึกร้อนอบอ้าว เหนียวตัวสุด ๆ ไปเลย ( ไม่ได้กินส้มตำอะเป่า ? )
เมื่อกินข้าวอิ่ม ( ไม่ได้ DrinK อะไรต่อ ) ก็เลยได้ทีขอตัวกลับห้องพัก
ไปอาบน้ำนอนดูโทรทัศน์ ในห้องแอร์เย็น ๆ ให้สบายใจดีกว่า
ส่วนคุณพ่อคุณแม่ รวมทั้งน้องสาวผม คงลุกยากแล้วละ
เนื่องด้วย คงอยากสนทนาให้ได้รสชาติ กับคุณน้าเพื่อนพ่อผม
ก็พอเข้าใจ นานๆ เจอกันที ผมเลยเดินหงอย ๆ กลับมาที่โรงแรมเพียงคนเดียว
ก่อนขึ้นห้องพักก็ต้องผ่านเคาเตอร์ต้อนรับแขก
ผมก็พลันไปสะดุดพบกับ ' รีเฟรชชั่น '
พนักงานต้อนรับ ( เรียกแบบนี้อย่าคิดว่าโอเว่อร์ไปเลยนะ )
ตกใจ
เป็น ' บั่กหนุ่ม ' หน้าตาบ้าน ๆ ได้ใจ แบบไสตล์คนอีสาน นั่งอยู่คนเดียว
น้องเขาส่งยิ้มให้ผม รอยยิ้มพิมพ์ใจ ใสซื่อ ดูประทับใจมาก ๆ เลย
ผมเลยส่งยิ้มตอบไปแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ
แล้วผมก็เดินขึ้นบันไดไปห้องพัก
มีชายหญิงคู่นึง เดินนำหน้าผมขึ้นไป ระยะห่างคงไม่เกิน 4 ขั้นบันได
ผมจำหน้าผู้หญิงคนนั้นได้ดี ว่าเป็นพนักงานต้อนรับ
เหมือน ไอ้บั่กหนุ่มตะกี้นี้แหละ
( เห็นหน้าตอนไปเชคอิน ที่เคาเตอร์ )
ทำไมมาเดินให้ผู้ชายประคองกอดแบบนี้
แถมยังหายเข้าไปในห้องข้าง ๆ ห้องที่ผมพักอีก
อะนะครับ ... ผมยักคิ้ว ยิ้มกว้างๆ
เด็ก 5 ขวบมันยังรู้เลยมั้ง ว่าเข้าไปทำอะไรกัน ?
' ประกอบกิจกาม ' กันนะซิ เออ... มีการงี้ด้วยแฮะ ผมขำ ๆ ลังเล
เอาเหอะ ... นี่ถ้าผมเป็นคนชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน
คงไปยืนหน้าประตูห้องเขาฟังไปแล้วละ
อาจจะได้ยิน เสียง สวรรค์เสียว ลอยลอดออกมา
ประมาณ ..." ซี้ดดด ... โอ้ว ! " อะไรประมาณนั้น
ผมขำ ๆ ก่อนปิดประตูห้องตนเอง ถอดเสื้อผ้า เข้าไปอาบน้ำ
โรงแรมนี้ก็โอเคดีเพราะมีแอร์ สภาพห้องก็สะอาดใช้ได้
ตอนนี้ขออาบน้ำ ... สระผม ล้างคราบเหงื่อไคลออกก่อนละกัน
" ดูโทรทัศน์ดีกว่า " ผมปรารภต่อตัวเองพร้อมกดรีโมตเลือกช่องที่สนใจ
" อ้าว...เอะ ? ทำไมมันไม่มีภาพเลยซักช่องนึง " ผมลองไล่กดดูทีละช่อง
เมื่อมันดูไม่ได้เลยซักช่อง มีแต่เสียงดังซ่า ...
โดยไม่ทราบสาเหตผมก็คงไม่สามารถจะปรับจูน คลื่นโทรทัศน์
ให้มันเป็นภาพได้หรอกนะ
และถ้าคุณเป็นผมก็คงต้องลงไปตามพนักงานต้อนรับที่เคาเตอร์
มาช่วยดูให้ เหมือนอย่างผมนี่แหละ ใช่ไหมละ ?
" น้องครับ ! โทรทัศน์ที่ห้องพี่ดูไม่ได้ ช่วยตามใครไปดูให้ด้วย ! "
ผมลงไปโวยวาย ฮืม
ไอ้น้องนี่ก็ดี เพราะไม่มีใครอยู่ มันเลยรับอาสาเดินตามตูดผมขึ้นมาต้อย ๆ
โดยรับอาสาจะมาปรับโทรทัศน์ให้ผม
ผมก็นึกในใจต่อไป มันจะปรับเป็นเป่าวะ ? ( ผมยังทำไม่ได้เลย )
เคาเตอร์ข้างล่างใครจะดู เวลามีแขกมาติดต่อ ?
ไอ้น้องนี่ยืนยุ่งอยู่หน้าโทรทัศน์ได้ไม่นานนักก็ทราบเหตุที่ทำให้ดูไม่ได้
เป็นเหตุที่ ' อุบาทว์ ' และ ' น่าอาย ' ที่สุด
" เสาอากาศ ไม่ได้เสียบครับ " ไอ้น้องนี่ ยกจุ๊บสายโทรทัศน์ขึ้นชู
พร้อมต่อตูดให้ ผมงี้นะ หน้าแตกยับเยินไปเลย โตก็โตกว่า
ดันเสือกไม่ทันดูข้างหลังโทรทัศน์
ว่าปลั๊กเสาอากาศมันจ่ออยู่กับตูดอะเป่า
" พี่ไม่ได้เสียบปลั๊กเสาอากาศนะครับ " ยิ้มกว้างๆมันพูดพร้อมทำลูกกะตาขำ ๆ
ราวเย้ยหยันผม
" อ้าว... ! " ผมก็อายอึ้ง รูดซิบปากพูดไม่ค่อยออกละนะ
" ใครจะไปรู้ล่ะ ? ว่ามันไม่ได้เสียบ "
มันเลยส่งสายตาประมาณรู้เท่าทัน " พี่หลอกให้ผมขึ้นมาหาพี่หรอครับ ? "
ผมหันขวับ คิดในใจ... เอะไอ้นี่ ! พี่ยังไม่ได้คิดซะหน่อย
" ไม่ใช่เว้ย ! มันหลุดจริง ๆ " ผมก็บอกตามตรง
ก็ยอมรับนะน่ะ ว่าตั้งแต่เห็นไอ้เด็กนี่แต่ทีแรก
ก็สะดุดตาแบบสุด ๆ ไปเลยเหมือนกัน
เพราะดูมีเสน่ห์แบบบ้าน ๆ ดี หน้าตาคมคายใช้ได้ ผมตัดสั้น
หยักศก แบบทรงนักเรียน
ผิวสีแทน คมเข้ม สมเป็นหนุ่มอีสาน
เออ... สเป็กอีกแล้วละว่ะ ยิ่งตัวไม่ใหญ่ เล็ก ๆ ล่ำ ๆ แบบนี้
ขนาดพอดีคำ เอ้ย...พอดีตัว
กล้ามเนื้อคงฟิตแน่นแน่ ๆ ตามประสาเด็กผู้ชายบ้าน ๆ
ที่อยู่กับ ธรรมชาติในต่างอำเภอ
คาดว่าคงไม่ใช่ลูกเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ร้อก คงเป็นลูกจ้างธรรมดามากกว่า
แบบนี้ในเมื่อมันขึ้นมาแล้วลองคุยกับมันเล่น ๆ ดูดีกว่า
" พ่อแม่พี่ไปไหนกันหมดละครับ ? "
" กินข้าวกันอยู่เลย พี่ร้อน ๆ ไง เลยขอตัวขึ้นมาอาบน้ำ "
การสนทนาต่อจากนี้
คงเป็นเรื่องทั่วไปโดยเฉพาะเรื่อง การมาเที่ยวปราสาทหินเขาพระวิหาร
ไอ้บั่กหนุ่มที่คุยอยู่กับผมนี่ชื่อ ' น้องโตน ' ครับ เรียนอยู่ชั้น ม.3 ( ว่าแล้ว )
คงแตกหรือเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มมาได้ไม่นานนี้เอง
คงอยากเป็นหนุ่มเต็มที่ เห็นทำผมแต่งตัว
อยู่ว่าง ๆ ละ เลยมารับจ้อบทำงานที่โรงแรม
" คุยกับพี่นี่.. . ไม่กลัวเคาเตอร์ข้างล่างไม่มีคนเฝ้าหรอ ? "
" ไม่ค่อยมีแขกหรอกครับ นอกจาก.... " มันทำตากลิ้งกลอกไปมา
ผมเลยชักอยากรู้... " นอกจากอะไรวะ ? "
" มาหาความสุขนะครับ " คำพูดคำจาส่อแววแปลก
" พี่สนใจสาว ๆ มานอนเป็นเพื่อนคุยซักคนไหมละครับ "
ประโยคนี้ตีแสกหน้าตรงประเด็นสุด ๆ ตกใจ
" แบบห้องข้าง ๆ ที่เพิ่งเข้าไปตอนตะกี้นี้นะหรอ ? "
" แบบนั้นแหละ พี่ สนใจเป่า บอกผมได้นะ รับรอง... "
อะนะ ... อะนะ ... ยิ้มกว้างๆ
ไอ้บั่กน้อยนี่ ดันนำเสนอสินค้าเป็น ' ชะนี ' ให้กับพี่อ้นซะได้
ของแบบนี้ไม่ว่ากัน เข้าใจ เข้าใจ แต่มันยังไม่เข้าใจพี่อ้นนะซิ
ว่าพี่อ้นชอบ ' ถั่วดำ ' ไม่ชอบหอยแครง
" ไม่ล่ะวะ " ผมส่ายหัวดิก " ไม่ชอบเย็ดผู้หญิง " น้ำเสียงยังแมนปกติ
" ถือศีลหรอพี่ ? " มันต่อให้
ลังเล" พอดีไม่ชอบเย็ดผู้หญิงละวะ ชอบเย็ดตูดผู้ชายมากกว่า "
ก็เลยพูดตรง ๆ แม่งซะ เพราะไม่มีเหตุอันใด
หรือควรจะอายอะไรเอากับ ไอ้บั่กหนุ่มตรงหน้านี้มากนัก
มันทำหน้าทำตาไม่น่าเชื่อถือ...
แก้ไขครั้งล่าสุดโดย peemai : 18th November 2009 เมื่อ 18:10
Processing....
" จริงหรอพี่ ? พี่เป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันหรอ ? "
" ก็เออเดะวะ อย่างน้องนี่นะ... "
ผมลองบีบต้นแขนยั่วมันเล่นๆเพื่อเป็นการยั่วเย้า
" ใช้ได้เลย ! "
" อยากได้เงินใช้ไหมละน้อง ? สบายนะครับ เสียวด้วย แค่มานอนกับพี่ "
เสนอเงินให้น้องเขาแบบง่าย ๆ ก็จะไปยากอะไร ไม่ได้ก็ไม่ได้
เผื่อ... ฟรุ๊คก็อาจได้
เคยกล่าว... " แข็งเท่าแข็ง ' เงินง้าง ' อ่อนได้ดังประสงค์ "
" เห้ย... " มันรีบส่ายหัว " ไม่ละครับ เดี๋ยวตูดผมบาน ! "
ผมหัวเราะเป็นการใหญ่ ยิงฟันยิ้ม
ไม่ได้ยินดียินร้ายกับคำปฎิเสธแบบหนักแน่นของ น้องบั่กหนุ่มตรงหน้ามากนัก
มันชวนผมคุยอีก 4-5 ประโยค ก็ลาผมลงไปนั่งที่เคาร์เตอร์ตามปกติ
ผมยังแอบกวนด้วยการเดินไปส่งน้องโตน บั่กหนุ่มของเราที่นอกห้อง
พร้อมกล่าว สุนทรวาจา
" น้องโตนครับ ถ้าอยากมีเงินใช้ก็ง่าย ๆ นะครับ ... "
" มาหาพี่ที่ห้องได้ ซัก 2000 พอไหมครับ ? "
" เหอ ๆ " มันหันหน้ามายักคิ้วให้ผม ไม่ยักโกรธอะไรเล่น ๆ มากกว่า
แต่หน้านี่เดะ ...
โคตรแดงเลยวะ ! นี่ขนาด ดำนะนี่ ยังปิดไม่มิด หุ หุ
ไปแซวเด็กเล่นแบบนี้ ไม่ดีเลยเรา
' บั่กน้อย ' แห่งที่ราบสูง มันช่างน่าเชยชมดอมดมเสียนี่กระไร
ดันมาเสนอ ' สาว ๆ ' ให้ผมเย็ดแต่ตัวมันเองกลับโดนผมเสนอที่จะเย็ดมัน
อึ้งกิมกี่ไปเลยไหมละนี่ หุ หุ
ยังไม่ทันจะกลับเข้าไปในห้อง
ไอ้ห้องข้าง ๆ ก็ ' ทำ ' อะไรกันก็ไม่รู้
ได้ยินแต่เสียง อะไรกะแทกกับอะไรซักอย่าง
ดัง ป้าบๆ ผสมผเสปนเป ไปกับเสียงครวญคราง
แบบเสียวซ่าน...
โทรทัศน์ก็มี ไม่ยักเปิดเอาเสียงกลบแฮะ ช่างกล้า
ได้ฟังก็จินตนาการตาม ควยแข็งเกิดอารมณ์ขึ้นมาอีกแล้ว กู
งานนี้ ก่อนนอน ... ขอสาวว่าวรูดควยตัวเองเล่นอีก 1 ที หุหุ
เสียงโมบายโฟนของผมดังขึ้น กดรับไปซิ พ่อโทรมา
สรุปว่า พ่อผมบอกให้นอนไปก่อนเลยก็ได้ไม่ต้องรอ ( คิดว่าผมไม่สบาย )
เพราะคุณพ่อผมจะไปส่งคุณน้าเพื่อนของคุณพ่อผมถึงที่บ้าน
( ตอนมาคงไม่ได้เอารถมา ) คุณแม่ผมไปด้วย น้องสาวผมก็คงไปด้วย
ทิ้งให้ผมนอนคนเดียว แต่ก็ดีแล้วละ เพราะถ้าจะให้ชวนไป ก็คงไม่ไป
อยากนอนตากแอร์เย็น ๆ สบาย ๆ ใส่ชุดนอน ( กางเกงในก็ไม่ใส่ )
ก็ว่าจะหลับแล้วละ พรุ่งนี้จะได้มีแรงเดิน และป่ายปีน
เขาพระวิหาร อยู่ลึกเข้าไปอีกพอสมควร เท่าที่ดูจากแผนที่
ป๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูห้องดัง
ผมก็คิดว่าคงเป็นน้องสาวตัวแสบของผมเลยเดินไปเปิดประตูให้
ปรากฎว่ามิใช่ หากเป็น ' ไอ้บั่กโตน ' ยืนเจี๋ยมเจี้ยม อยู่
มันมาหาเราด้วยเหตุอันใดอีกละนี่ ? มาเสนอ ' ชะนี ' ให้พี่อ้นอีกหรือไง
" พี่ครับ... นอนคนเดียวหรอ ? "
" ก็เออนะเดะ ! " ผมชักผิดศีลข้อ มุสา " เหงาโคตรเลย น้องโตนว่างหรอ ? "
" ครับผม " มันพยักหน้าประกอบไปด้วย
" เข้ามาตากแอร์เย็นข้างในดีกว่า " ผมกระลิ้มกะเลี่ย " มาคุยกันนะ ... "
ก็อยู่คนเดียว มีบั่กโตนมาคุยเป็นเพื่อนท่าจะเฮฮาดี
และที่ผมเชื้อเชิญมันเข้ามา เศร้า
อย่าคิดว่าผม ' หวัง ' จะแอ้มมันหรอกนะ ( ไม่ชอบ ขืนใจใคร )
ก็แค่ชวนมันมาพูดคุยเฉย ๆ ตามประสาคนในพื้นที่
มีอะไรจะได้เล่าสู่กันฟังสนุก ๆ
เผื่อบางทีความน่าเอ็นดูของมัน อาจจะทำให้ผม จ่ายค่าขนมให้มันบ้างก็ได้
ก็เข้าใจมันนะ ว่าฐานะทางการเงิน ก็คงไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่
" ไม่อยู่เฝ้าที่เคาเตอร์แล้วหรอ ? "
มันส่ายหัว " ไม่แล้วครับ ให้สาว ๆ เขาเฝ้าบ้าง "
" เรียนเป็นไงบ้างละ ? " ผมชักเนือย ๆ ไม่รู้จะชวนมันคุยเรื่องอะไร
" ดีครับ... "
" อืม... คนไทยใช่ไหมเรา " เห็นผิวคล้ำ ๆ คิดว่าเป็นพวกเขมร
" ผมคนไทยเดะพี่ ! เดี๋ยวเอาบัตรประชาชนมาให้ดูซะเลย "
ผมเลยขำ ๆ " อายุเท่านี้ ทำบัตรได้แล้วไง ไหนลองร้องเพลงชาติเดะ 55 "
" พี่นี่น้า.. กวนจริง ๆ " มันชักรื่นรมย์ ยิ้มกว้างๆ" แถวนี้ก็คนเขมรเยอะครับ "
" พูดเขมรได้เป่า ? " ผมติดสบายจึงล้มตัวลงนอนบนเตียงข้าง ๆ มัน
ผิวมันคล้ำแทนได้ใจ แต่ไม่ได้ดำมืดสนิทไปเลย และเนียน
มัดกล้ามตึงแน่นตามประสาเด็กหนุ่มบ้าน ๆ
ที่สามารถออกกำลังกายทำงานอยู่ตลอดเวลา
สำเนียงการพูดจาก็ออกแปร่ง ๆ ติดจะว่าวอีสานอยู่ในที
หรือ จะพูดภาษาเขมรก็ไม่อาจทราบได้
" ว่าวอีสานให้พี่ฟังก็ได้ พี่ฟังรู้เรื่อง " ผมอมยิ้ม ลังเล
มันเลยคุยจ้อใหญ่เลย
ตอนนี้ผมก็คงต้องทำความเคยคุ้นกับมันให้มากพอควร
เพื่อให้ลดความประหม่าขวยเขินให้ลดน้อยถอยลงไป
ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะมันเริ่มไว้ใจผม
เริ่มเล่าความเป็นมาของตัว
เด็กหนุ่มบ้าน ๆ แบบนี้ ซื่อดีครับ ไม่มีเล่ห์เลี่ยม
ผมชอบคบคนแบบนี้ เพราะเท่าที่เจอและสัมผัส
มีแต่พวก ทำตัวเป็น ' ดราม่า ' ซ่อนหัว - แสดงหาง อยู่ตลอดเวลา
นึกว่าผมไม่รู้ ' ธาตุแท้ ' เรอะ... เหอะ ! น้อยไปซิ
รู้แล้วไม่อยากพูด หากมิใช่เกี่ยวกับตน
เมื่อช่องว่างลดน้อยลง ความต้องการในใจก็เพิ่มขึ้น
ผมพอรู้แล้วละ ว่าที่มันขึ้นมาหาผม มันต้องการมา ' ทำ ' อะไร ?
ต้องการมาทำคำ ' สนอง ' ให้กับคำ ' เสนอ ' ของผมเมื่อตอนหัวค่ำนะซิ
เพราะน้องโตนเริ่มด้วยการกล่าว...
" เหนียวตัวจังเลยครับ นาน ๆ ได้นอนห้องแอร์ที เย็นดีครับขออาบน้ำได้ไหมพี่ ? "
" เห้ย... 55 " ผมหัวเราะแต่แววตามันระยับพร้อมจับเหยื่อ ยิ้มกว้างๆ
" ถอดเสื้อ แก้ผ้าเข้าห้องน้ำ ระวังตัวไว้นา "
" ระวังยังไงละครับ ? " หน้าน้องโตนชักจะแดงซ่านขึ้นมาอีกครั้ง
" โดนพี่จับสอยตูดขึ้นมาทำไงละ ? "
" พี่ให้ผมเท่าไหร่ละ ? " มันก็ใช่ย่อย
กล้ามา ผมก็คงต้องกล้าตอบ เพราะลงอีหรอบนี้แล้ว หมดปัญหา
สัญญาเกิด เมื่อคำเสนอ - สนองต้องตรงกัน
" ก็ถอดเสื้อผ้าก่อนเดะ " ผมจับมันถอดเสื้อ แก้กางเกง
จนเหลือแต่ตัวเปลือยเปล่าล่อนจ้อน
เหลือแต่อันเดอร์แวร์สีน้ำเงิน ขอบยืดเปื่อย บ่งบอกถึงระยะเวลาการใช้งาน
พอเป็นชีเปลือยมันก็ชักขวยเขิน เพราะเอามือกุมกล่องดวงใจไว้ตลอดเวลา
" พี่อะครับ " มันหัวเราะ ยิ้มกว้างๆ " เหอะ ๆ อย่าจ้องผมแบบนั้นซิครับ "
" เรามันหุ่นดีนะนี่ " ผมลูบไล่ไปตามแผงอก หัวนม
แม่ง... ก็เพิ่งจะเป็นผู้ใหญ่อะนะ
มันก็คงไม่สมบูรณ์แบบอะไรมากนัก
แต่ได้กลิ่นเหงื่อโชย พร้อม ๆ ความเหนียวของเหงื่อ
ผมจึงอนุญาตให้มันเข้าไปอาบน้ำ
ที่จริง ผมก็อยากไปช่วยอาบให้น้องโตนเหมือนกัน
แต่ก็ไม่อยากเปียกซ้ำอีก มานอนอดใจควยแข็งรอมันบนเตียงดีกว่า
ภาวนาขอให้นังน้องสาวตัวดีอย่าเพิ่งกลับมาเลย
ใจชักเต้นตึก ๆ ไม่เป็นจังหวะ จะโคน ไอ้น้องโตน นี่มันก็กล้าดี
แต่ก็อย่างว่าเนอะ... " ด้านได้ อาย อด "
แค่คืนเดียว กับผม แล้วก็จบ
จบแล้วมันก็ลืม กลับเป็นเด็กผู้ชาย บั่ก ๆ ของมันตามเดิม
จะมีอะไรให้ยี่หระ นักหนาเล่า
เงินมันไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ ด้วยการเสกมาซะเมื่อไหร่ละ
" ขอผ้าเช็ดตัวหน่อยครับ " มันยื่นหน้าจากประตูห้องน้ำ
เปียกลู่ไปทั้งผมทั้งตัว กางเกงในก็ไม่ยอมถอด ปล่อยให้เปียกไปกับตัว
สมความเป็นบ้าน ๆ จริง ๆ
ผมเดินไปยื่นผ้าเช้ดตัวให้มัน
พร้อมเอื้อมมือไปบีบเป้าควยมันเล่นหน่อยนึง แม่งยังนิ่มอยู่เลย
" อย่าจับซิครับ... " มันปัดป้อง " เดี๋ยวเสียว "
" อย่ามาทำอายกับพี่เลยน่า มาสนุกกันดีกว่า "
ว่าแล้วผมก็ดึงตัวน้องโตนให้ทรุดนั่งลงบนเตียง
แล้วผมก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไป พิสูจน์ ความหวานหอม ของวัยเด็ก
ผลักตัวน้องโตนให้นอนหงายลงบนเตียงส่วน
ผมก็ขึ้นคล่อมตัวน้องโตนเลย ( ท่าทางแบบหื่นสุด ๆ )
เด็ก ๆ แบบนี้ เคยมี SEX กับสาวที่ไหนมาก่อนอะเป่าเหอะ
ดูท่าทางขี้อาย อายจัง สั่นเกร็งไปหมด
สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ
เอาเหอะ พี่อ้นจะสอน ' บทรัก ' ให้ถึงพริกถึงขิงเลยทีเดียว
มีแต่เสียว กับ เสียว
ผู้ชายก็ผู้ชายเหอะวะ ... เย็ดมาเยอะแล้ว !
ก้มหน้าลงไปดูดปากกับน้องโตนดีกว่า ตอนแรกมันหุบปากแน่นสนิทเลยครับ
หลับตาเกร็ง ผมเลยต้องใช้ปลายลิ้นดุนยัดเข้าไปในปากมัน
พร้อมฉกลิ้นเข้าไปผัวพันเนื้อตัวมันสั่นระริก คงเสียวแบบแปลก ๆ
เคราและหนวดของผมก็ไม่ได้โกน
คงได้ถูไถไปตามแก้มใส ๆ ของไอ้น้องโตนเป็นแน่แท้
ไม่นานนัก มันชักผ่อนคลาย หายเกร็ง
ทำการแลกลิ้นกับผมด้วยความยินดีปรีย์เปรม
น้ำลายโคตรหวาน ลิ้นก็นุ่ม ไม่สากแบบผม
ดูดปากพอหอมปากหอมคอก็ต้องตามด้วยการไซร้คอ
เจอลีลาการตวัดเลียด้วยลิ้นของผมเข้าไป
เด็ก ม.3 อย่างเจ้าบั่กโตนจะไปเหลือสติอะไร
ก็ได้แต่เผลอคราง... " ซี้ดดด... " กล้ามเนื้อกระตุกเกร็งไปนะซิครับ
หัวนมแข็งเป็นไต ขนลุกเป็นตุ่ม ๆ ผุดพราวไปทั่วทั้งตัว
แบบนี้ ... เสียวได้ใจไหมละครับ น้องโตน ?
ผมชักครึกครื้นได้อารมณ์ ไม่นึกว่าการเร้าโรมเด็กผู้ชาย ม.3
จะได้อารมณ์มากมายขนาดนี้
เลยเผลอกัดหัวนมของมันเข้าไป แลบลิ้น
" โอ้ยยย ! " มันร้องดัง " อย่ากัดนมผมเดะ "
ผมยักคิ้วให้มัน 1 ที
พร้อม ๆ ส่งสายตาซาดิสต์แกมหื่นให้มันกลับออกไป
" พี่อย่าทำแรงซิครับ ผมขอละ "
ผมไม่ฟังเสียงอะไรจากมันอีก
จับมันยกแขนขึ้น ก้มหน้าลงไป ...โลมเลียด้วยลิ้น
ตามรักแร้ ขนรักแร้ยังขึ้นไม่เยอะเท่าไหร่ เจอลิ้นพี่อ้นละเลงไปทั่วซะแล้ว
ถึงปราการด่านสำคัญ ตลอดเวลาการไซร้ด้วยลิ้น
มือผมก็อยู่ไม่เป็นสุขหรอกนะครับ
ทั้งลูบ บีบ คลึง ควยของไอ้น้องโตน อยู่ตลอดเวลา จนมันชักแข็งได้ใจ
แม่งอันไม่น้อยไม่ใหญ่ แถมงอนิด ๆ แข็งบนกอหมอยเพียงขยุ้มมือนึง
มันช่างน่ารัก
ผมไล่ลิ้นต่ำลงมาจนถึงพวงกะโปกของมัน ก็ดึง กางเกงในออก
ควยแข็งเป็นลำ ที่ปลายรูเยี่ยวมีน้ำใส ๆ เล็ดออกมา
มันปิดตาใหญ่ สงสัยคงอาย
ผมยังใช่มือรูดหนังควยมันเล่น
หัวเปิดแล้ว แต่ยังแดงอมชมพู คาดว่าคงไม่เคยใช้งาน
" โตน เคยโดนสาวอมควยให้ไหมครับ ? "
" ไม่ครับ มันเสียวไหมครับ ? "
" งั้นลองดู เดี๋ยวพี่ทำให้ "
มันสั่นเกร็งไปหมด เอาผ้าห่มมาปิดหน้าปิดตาใหญ่
แค่ควยเด็ก ม.3 เอาเหอะ จะอมแม่งให้แตกคาปากเลยคอยดู
ซัดควยเจ้าบั่กโตนด้วยลิ้นและอุ้งปากของผมเข้าไป แม่งแข็งจัด ขมิบหัวควย
น้ำเงี่ยนหวาน ๆ ใส ๆ เล็ด ปี้บ ๆ ออกมาเต็มที่เลย เต็มลิ้นผมเลย สุดยอด
น้ำเงี่ยน เด็ก ม. 3 มันก็หวานดีนะ ฉ่ำปาก ฉ่ำลิ้นดี
มันชักจะเสียวเกินลิมิต เนื่องจากมันเอื้อมมือมาจิกหัวผมแน่น
" อู้ววว ... พี่ครับ เบา ๆ หน่อยครับ ผมเสียว " เนื้อตัวบิดเกร็ง
แอ่นสะโพกไปเบื่องหน้า
อายจัง
" หำ ... น้องโตนน่าเลียนี่ครับ ขอพี่ดูดหน่อยนะ "
ขบเลียตรงเส้นสองสลึงตามต่อด้วยโคนควยพวงกะโปก และขบเบา ๆ
จนพวงกะโปกหดแข็งไม่เป็นพวงห้อยย้อยเหมือนแต่ทีแรก
" ซี้ดดดด มันขยำหัวผมเล่น เบา ๆ หน่อยครับ พี่ เบา ๆ คาบบบ "
ไงละ เจอวิชา ' ชิวหาพาเพลิน ' ของพี่อ้นไป ชายแท้ก็ชายแท้เหอะวะ !
น้ำควยเกือบแตกได้เหมือนกัน
แล้วจะมาปฏิเสธ ' ปาก ' เพศเดียวกันไปทำไมวะ ? ไม่มีไรเสียหายซะหน่อย
ซัดกะโปกและหัวควยมันเข้าไป จนชักแข็งได้ใจ ก็คงพอ เพราะมันร้องเสียงหลงน้ำควยเล็ด
แบบ ปี้บ... ๆ
" พี่ครับ... พอก่อน ... พอก่อนครับ ผมจะออกแล้ว ! "
ผมเลยต้องพอ เก็บน้ำควยมันไว้ก่อนเหอะ
" อู้ววว ครับผม "
พอผมคายหัวควยมันออกมาได้เท่านั้นแหละ
น้ำเงี่ยนเยิ้มเล็ดเป็นสายออกมาเลยละครับ
แม่ง... สุดยอด !
ผมจึงล้มนอนหงานลงบนเตียงข้าง ๆ มันบ้าง
เพื่อให้มันใช้ปากกับเครื่องเพศอันใหญ่ยาวของผมบ้าง
ตอนนี้ควยผมโคตรจะแข็งโป้กเลยละ
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว อยากลองเจอลิ้นเด็ก มันเลียดูบ้างซิ
มันจะเป็นไงวะ ?
ดึงกางเกงขาสั้นออก จับท่อนควยให้ตั้งฉากไปกับหน้าท้อง
มันคงเป็นภาพที่สร้างความหวั่นไหว
และปั่นปวนทางอารมณ์ให้กับเจ้าบั่กโตนได้เป็นอย่างมาก
เพราะว่า ' ปลาช่อนของดีเมืองสิงห์ ' แบบผม
มันทั้งใหญ่ยาว หัวควยถอกแดง เส้นเลือดขึ้นเต็มนะเดะ
( คนระรุ่นกับของเจ้าบั่กโตนเลยละ )
" โม้คให้พี่หน่อยเดะ "
ผมไม่พูดเปล่าเชิงบังคับมันด้วยการกดหัวมันลงบนควยผม
" เออ... พี่ครับ " มันรีรอแถมยังแข็งขืน " ผมไม่เคยทำนะครับ "
ผู้ชายที่ไหน ก็ต้องพูด ' แบบนี้ ' มันจะหาลึงค์ที่ไหนมาอมละ ?
" ไม่เคยก็ลองเดะ ! " โกรธ ผมทำน้ำเสียงแนวหื่น " ทำแบบที่พี่ทำให้เราตะกี้นี้ไง " อายจัง
" ไม่ไหวมั้ง ... ผมไม่เคยทำ ... ทำไม่ได้หรอกครับ "
มันส่ายหัวทำหน้าทำตาน่าสงสาร
Processing....
' อมควย ' มันคงยากกว่าการ ' เลียหอย ' เป็นแน่แท้
ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายมันก็ต้องมีบ้าง
แต่ก็นะ เมื่อเทียบกับค่าของเงิน
ค่าของศักดิ์ศรี กับค่าของเงิน อะไรมีค่าเหนือกว่ากัน ?
' ฝืนใจ ' แค่นิด มันก็คงต้องคิดลอง
ผมเลยนอนลงเฉย ๆ ตาก็เฝ้าดูบั่กโตนเอามือขวาของตนรูดหนังควยของผม
ให้เปิดออกหมด พินิจพิจารณา และทำใจไปเพียงชั่วครู่
ก็คงคิด ... เอาละวะ กู เอาไงเอากัน แค่ ' ควย ' อมไปก็ไม่คงไม่ยาก
( เหมือนกินไส้กรอกอีสานนั่นแหละ )
จ้วบบบบบ....!
ลีลาของผู้ชายที่โดนบังคับให้อมควยมันก็คงไม่มีลีลา
หรือ กลเม็ดแพรวพราวอะไรมากนัก
ก็แค่ ... โม้คควยผม บ้วบขึ้น ... บ้วบลง อยู่เพียงเท่านั้น
แถมเม้มหัวควยผมซะฟิตควยสุด ๆ ไปเลย
" เห้ย... ไอ้โตน " ผมนอนสั่ง " จะเม้มปากเข้าไปทำไม ทำปากกว้าง ๆ เดะ "
" ครับ ๆ "
มันโม้คควยผมลงคอมันได้เพียงแค่ครึ่งลำก็คงเต็มที่
เต็มอารมณ์ของมันแล้วละ
ชักเสียวหัวควย เพราะภาพตรงหน้า มันน่ารัก ดี
เด็ก บั่ก ๆ บ้าน ๆ กำลังขมีขมันในการอมควยผมเข้าไปในปาก
ทำหน้าทำตาพะอืดพะอมไม่มีความสุข ควยผมก็เริ่มเสียวขึ้นมาบ้าง
เพราะมันไม่ใช้ลิ้นของมัน พลิกแพลงช่วยด้วยกับหัวควยผมเลย
ใช้แต่ปาก บ้วบเข้า บ้วบออกแต่อย่างเดียว
ชักสงสารมัน ผมจึงอนุญาตให้มันพอได้แล้ว
มันดีใจ รีบถอนปาก วิ่งเข้าห้องน้ำ หาน้ำกรอกปากล้างลิ้นเป็นการใหญ่
โม้คควยผมไป น้ำเงี่ยนผมก็เยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่เล็ด
ใครก็ตามที่อมควยผมไม่ต่ำว่า 30 นาที
ลิ้นจะไม่รับรู้รสชาติใด ๆ นอกจากความคาวของน้ำควยผม
" จะอ้วกไงวะ ? ไอ้โตน " ผมถามขำ ๆ
" เกือบเลยพี่ ... โห่ ...! หำพี่ใหญ่มาก ! " มันเน้นเสียง เศร้า
" เย็ดหีใครไปบานแน่ ๆ เลย "
" ไม่ค่อยชอบเย็ดหีวะ ชอบเย็ดตูดมากกว่า "
" ขี้... ไม่ต้องเบ่งเลยมั้งพี่ "
" อยากลองไหมละ ขี้ทีเดียว ไม่มีเสียง ดัง เพ่าะ เพ่าะ น่ะ หุ หุ " ผมยั่ว ๆ
" ไม่ไหวมั้งพี่ "
ผมเลยหยิบกระเป๋าตังค์มานับแบงค์ พัน ยื่นให้มันไป 3 ใบ
" อะพอไหมเท่านี้? จะได้ไม่ต้องมาทำงานที่นี่ "
พอเห็นเงินมันเงียบเลยล่ะ คิดหนัก... คุ้มกันไหม ? ตูดกู ...กะเงินเท่านั้น
เด็ก ม.3 เงินเท่านี้ และอยู่แบบ บ้าน ๆ แบบนี้ ก็นับว่ามาก
" เย็ดตูดนะ ไม่เจ็บหรอก " ผมปลอบ
" ตูดมันขยายได้มากกว่าหีนะ เพราะมันมีหูรูด "
มันพยักหน้า..... " ลองดูก็ได้ครับ ! "
เงินคราวนี้ใช้กับคนได้ สัมฤทธิ์ผลแฮะ
ผมจับมันนอนคว่ำลงบนเตียง จับมันอ้าขาออก แม่งแก้มก้น งอนดี
ถึงจะไม่ค่อยเรียบเนียน
ตามประสาหนุ่มบ้าน ๆ ก็เหอะ น่าเย็ดวะ
ผมจับมันอ้าขา รูตูดที่สะอาด ฟิตแน่น ขนตูดยังขึ้นไม่เต็ม
ก็แหกบานรอลิ้นผมอยู่
เอาละวะ กู ขอซัดตู้เย็นบั่กโตนหน่อยละกัน
ผมเลยก้มหน้าซัดด้วยลิ้นไปซะ สภาพรูตูดของไอ้บั่กโตน เปียกชุ่ม
แถมขมิบตอดลิ้นผมอยู่ตลอดเวลา
" โอ๊ะ โอ๊ะ .... พี่ครับ อย่าครับ อย่าแกล้งตูดผม "
พยายามคลานหนีแต่ก็ช้าไป เพราะผมจับสะโพกมันไว้แน่น
กระหน่ำไม่ยั้งด้วยลิ้น
เหอ ๆ ตูดเด็กผู้ชายม. 3 แบบนี้ ขมิบตอดลิ้นผมดีนัก
ขมิบแบบ " ดาวกระพริบ " อะครับ เข้าใจไหม
เด็กก็คงเป็นเด็กแหละครับ ไม่เคยเจอของดีแบบ ลิ้นพี่อ้นนะซิ
พอเจอเข้าหน่อย กระสันต์เสียวไปทั้งตัว แบบไม่มีเม้มเลย
เยิ้มเหนียว... ฉ่ำรูของน้องโตนไปหมดแล้ว
ด้วยน้ำลายผมผมลองเล่นให้หนักขึ้น
โดยการหยิบโลชั่นทาผิวมาโฉลมที่นิ้วชี้
แล้วค่อยราดละเลงลงไปในรูตูดร่องก้นฟิต ๆ ของน้องโตนเขา
แล้วใช้ปลายนิ้วเขี่ยวน ๆ พอจังหวะเผลอ
( ตอนกำลังเสียวตูด ครางซี้ด ... ซ้าด )
ยัดปลายนิ้วชี้เข้าไปเลย
" โอ๊ะ ... โอ้ยยยย พี่... อย่าแหย่เข้ามาซิครับ "
" เอาน่า... ขอลองหน่อย "
ทีนี้คาไว้อีกนิดแล้วแช่คาไว้
พอกล้ามเนื้อหูรุดของน้องโตนเขาหายเกร็ง
ก็กระเถิบนิ้วเข้าไปอีก
ทีละนิด ทีละนิด จนมันแทบไม่รู้สึก
พอรู้ตัวอีกที ก็สะดุ้งโหยง เพราะมันมิดด้ามนิ้วชี้ผมแล้ว !
" โอ้ยยยย !... " มันร้องดังลั่น เจ๋งสั่นเกร็งไปทั้งตัวกอดหมอนแนบแน่น
" เจ็บครับ พี่ "
น่าสงสารนิ้วผมมากกว่า เนื่องจากโดนขมิบตอด แถมยังอุ่น ๆ นิ้วแทบจะแหลก
ผมแช่นิ้วคาไว้ ทั้งแน่น ทั้งอุ่นตอดรัด อู้ววว... เจอควยกูเย็ดเข้าไปจะเป็นไงวะเนี่ย !
พออยู่ตัวดี คลายการเกร็ง การขมิบตอดรัดแล้ว ก็ค่อย ๆ ดันเข้าไปอีก
ดันเข้า... ดันออก ... ให้มันพอหลวม
ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาจนมั่นใจว่าน้องโตนเขาหายเกร็งแล้วหายตอดแล้ว
นิ้วชี้ผ่านไปด้วยดี ตามด้วยนิ้วกลาง ยัดเข้ายัดออก
ทีแรกมันก็ร้องโอด...โอย ... ทีหลังมันชักครางน้อยลง ( คงเริ่มอยู่ตัว )
ผมจับตัวมันให้หันกลับมานอนหงาย
มั่นใจว่าได้เย็ดแน่ เพราะมันไม่มีทีท่าต่อต้านผม
เจอนิ้วผมเล่นตูดไปตั้ง 2 นิ้ว เจอควยผมไปอีกหน่อย คงไม่กระไรนักหนา
เอาหมอนรองตูดไว้ จับขามันยกขึ้น ควยมันหดลงอีกแล้ว
ท่าจะหมดอารมณ์ เอาล่ะนะ เรื่องนั้นค่อยว่ากัน
ผมฉีกซองถุงยาง จัดการสวมใส่ลงบนน้องชายของตัว
ใจจริงผมก็อยากเย็ดสดมากกว่านะ แต่ก็กลัวขี้ติด
ถ้าขี้ติดปลายควย ก็จะเหม็น หมดอารมณ์ และอาจจะทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบ
เป็นหนองในเทียมได้อีก...
จับมันเอาหมอนรองก้น ยกขามันให้สูงขึ้น
จ่อควยให้ตรงกับรูตูดของเจ้าบั่กโตน
แล้วบีบโลชั่น... โฉลมให้ทั่วตูดแล้วลำควย
ค่อย ๆ จับดันควยเข้าไป มันหลับตาเกร็งแน่น คงพร้อมทำใจ
คืนนี้... ถึงวันชะตาตูดขาด ... คว้าผ้าห่มมาปิดหน้าปิดตาใหญ่
" อย่าเกร็งครับ อย่าเกร็ง เลิกขมิบได้แล้ว "
ดันเข้าไป ไม่ทราบว่าเข้าไปมิดด้ามได้อย่างไร
ผมรู้แค่ ควยผมโดนขมิบตอด อย่างกระหน่ำ แบบสุด ๆ
บางจังหวะการดันควย มีเสียงดังซ่วบ ... เหมือน เสียงอะไรฉีกขาด
มันร้องประกอบการดันตลอด
ไม่...โอ้ย ก็ โอ๊ะ... แต่ไม่ยักครางแฮะ
พออยู่ตัว ผมก็คุกเข่าทำการซอยเย็ดมันเข้าไปเองเลยครับ
ดัง พั่บ ๆ เบา ๆ หน่อย ห้ามแรงนะครับ เดี๋ยวตูดบั่กโตนมันจะแหกเอา
มันเริ่มร้องใหม่อีก คงร้องด้วยความเจ็บแต่เพียงประการเดียว
" โอ๊ยย โอ๊ะ ... ผมไม่ไหวแล้ว "
เข้าใจตูดของเด็กผู้ชายละนะ ว่าเจอควยขนาดเท่าผมเข้าไป
อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
' แหก ' กระจายนะเดะ
ป้าบ ๆๆ
ผมชักเพิ่มจังหวะ
เย็ดท่านอนหงายเล่นไปซัก 10 นาที ขออีกท่าด้วยท่าหมาเงี่ยน
จับน้องโตนให้พลิกตัวนอนคว่ำ พร้อมคลาน 4 ขาท่าหมา
จัดท่าทางด้วยความทุลักทุเลพอสมควร เพราะผมไม่ได้ถอนควยออก
ซอยเย็ดต่อไป เย็ดท่าหมาเงี่ยน ค่อยถนัดขึ้นมาหน่อย
เพิ่มจังหวะให้แรงและเร็วมากขึ้นเป็น 2 เท่า
ผมเองก็ต้องเร่ง SpeeD ควยตัวเองด้วยความเต็มที่อีกเช่นกัน
ไม่อยากให้เด็กเจ็บตัวนาน ( เป็นคนไม่ซาดิสต์ขนาดนั้น )
เย็ดไปไม่ถึง 10 นาที ผมก็ถอนควยออกดึงถึงยางทิ้ง มีเลือดติดขึ้นมาอีก
สาวว่าว รูดควยตัวเอง ถูไถไปตามร่องก้นของเจ้าโตน
ไม่นานครับ ไม่นาน ก็ถึงสวรรค์
" ซี้ดดด โตนครับ พี่ไม่ไหวแล้ววะ เหี้ยเอ้ย... ! "
" ซี้ดดดด "
น้ำกามอุ่น ๆ ก็สาดลงไปบนบั้นท้ายของเจ้าโตนเยิ้มชุ่มไปหมด
แล้วผมก็ลุกขึ้น ลากมันเข้าไปอาบน้ำ ล้างตูด ล้างตัวให้สะอาด
ผมล้างหำมันด้วยการใช้ลิ้น ตวัดเลียที่หัวควยมัน โม้คควยมันเข้าไปในปากบ้าง
เลียหัวควยมันให้ ชักว่าวให้มันบ้าง มันคงเสียวจัด
( ลืมความเจ็บตูดไปชั่วขณะ )
เจ้าบั่กโตนถึงกับอั้นความเสียวของควยตัวเองไม่ไหว
ก็ปล่อยน้ำรักหวาน ๆ อุ่น ๆ ให้สาดเรอะเข้าไปในปากผม แบบเต็มลิมิต
แม่งท่าจะไม่ได้ชักว่าวมานาน น้ำควยถึงได้หวานและโคตรเยอะเลย
เด็ก ๆ แบบเจ้าน้องโตนนี่ดีอย่าง น้ำเงี่ยนหวาน ไม่คาวขม เสียวง่าย
แตกไว ต่างกับพวก 20 UP ที่ฉ่ำชองประสบกาม
เจ้าบั่กโตนนอนแผ่หราลงบนเตียงตามปกติ
ด้วยลักษณาการเหนื่อย และทำน้ำเสียงโอดโอย เศร้า
" พี่ครับ ... พี่ครับ ... อู้วววว ผมเจ็บตูดมาก ๆ เลย " มันคลำตูดมันป้อยๆ
" เอาน่า.... นอนซักงีบ พรุ่งนี้ก็คงสบายตัว "
มันเช็ดตัวจนแห้ง แต่งตัว และก็ลาจากไป
แต่กว่ามันจะไป ก็สร้างความหวาดหวั่นใจให้กับผมพอดูเลยละ
เพราะถ้าเกิดน้องสาวผมกลับมาล่ะ ? จะทำไง ? แต่ผมก็ไม่โง่มากนะ
ต้องลองโทรเข้าไปถามเป็นระยะ
โชคดีที่บ้านคุณน้าเพื่อนพ่อผมอยู่ อีก อำเภอหนึ่ง
ห่างจาก อ.กันทรลักษณ์ อยู่พอสมควร
แต่ก็เป็นดังคาด พอเจ้าบั่กโตนลับห้องผมไปไม่นานนักน้องสาวผมก็กลับมา
แถมยังมีหน้ามาแซวผม ...
" แหม... นอนเอกเขนกสบายเชียวนะ "
อะนะครับ ผมหัวเราะ ... หุ หุ
จะให้ผมตอบว่ายังไงดีละ ?
วันฟ้าหม่น...ยล... " ศรีศิขเรศวร "
วิหารสวรรค์ ศาสนสถานไร้พรมแดน
โดย ? พชร. ?
Processing....
บนลานจอดรถของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อช. เขาพระวิหาร
อันเป็นประตูเปิดสู่ปราสาทเขาพระวิหาร
คลาคล่ำไปด้วยรถของนักท่องเที่ยวแลนักทัศนาจรมากมาย
ผมและครอบครัวหาที่จอดรถแบบเหมาะเจาะ
ก็ต้องเริ่มเดินเท้ามุ่งสู่ตัวปราสาท
เดินเล่น ๆ ซัก 30 นาที ก็ถึงพรมแดนไทย - เขมร
แม้จะเป็นเส้นทางเดินเล็ก ๆ แต่ก็ค่อนข้างสะดวกสบาย
สองข้างทางยังอุดมไปด้วยทุ่งหญ้าและป่ารกชัฎอยู่
สุริยาอาภาแสงกระจัดกระจาย ท่ามกลางที่ราบสูงของเทือกเขาพนมดงรัก
ซึ่งเป็นปราการธรรมชาติกั้นเขตแดน ระหว่าง ไทย กับ เขมร
' พนมดงรัก ' ถ้าจะอ่านแบบเขมรนั้น ก็คงต้องอ่านว่า ' พนมดงแร๊ก '
ซึ่งหมายถึง ' คานหาบ '
เพราะภูเขาลูกนี้มีสันฐานที่แบนราบนั่นเอง
แต่เดิมทีนั้น ในอาณาบริเวณนี้
มีกลุ่มชนดั้งเดิมหลายเผ่าพันธ์ซึ่งอาศัยอยู่กระจัดระจาย
โดยอาศัยความสมบูรณ์ของ ' ลำตราว ' เป็นสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต
กลุ่มชนที่สำคัญได้แก่ พวก กวย หรือ กูย หรือ ส่วย
( ในสมัยอยุธยาเรียก ' เขมรป่าดง ' ) เป็นคนผิวดำ
อยู่ในชาติพันธ์เดียวกับข่า
พวกนี้มีความชำนาญในการจับช้าง , ฝึกช้าง และ เลี้ยงช้าง
ดังนั้นในดินแดนแถบนี้ ในสมัยโบราณจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
กับเมืองพระนคร... กัมพูชา โดยได้รับอิทธิพลทางศิลปะ จากขอม
หลอมรวมเป็นวัฒนธรรมของตนเองด้วย
เมื่อเอ่ยถึง ' ชนชาติขอม ' เราต้องนึกถึง ความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
และอำนาจที่เหนือธรรมชาติ ' ศาสนาพราหมณ์ ' นับถือพระผู้เป็นเจ้าอันสูงสุด
กษัตริย์ขอมทรงเสริมสร้างพระราชอำนาจด้วยการสถาปนา ' ลัทธิเทวราชา '
คือลัทธิที่ถือว่า กษัตริย์เป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่บนพื้นโลก
มีอำนาจติดต่อกับอำนาจสูงสุดในจักรวาล เป็นเสมือน ' จักรวาทินเทวราชา '
กษัตริย์อันดำรง ' รูป ' แห่งเทพจะได้รับศรัทธามั่นคง
ไพร่ ... ประชาชน ยั่นเยงเทวะเช่นใด ย่อมยำเยงกษัตริย์ฉันนั้น
ขณะนี้ผมได้มายืนอยู่หน้า ' ศรีศิขเรศวร ' แล้ว
นาม ... ' ศรีศิขเรศวร ' คงเป็นคำที่ยากต่อความเข้าใจ ว่าหมายถึงอะไร ?
เพราะเรารู้จักกันแต่นาม ' ปราสาทพระวิหาร ' ศาสนบรรพต อันใหญ่ยิ่ง
' ศรีศิขเรศวร ' แปลว่า ... ' ผู้เป็นใหญ่แห่งขุนเขา '
หรือ... ' ที่ประทับของพระอิศวร '
เป็นนามอันประทานจาก ' สุริยวรรมันที่ 1 '
' ศรีศิขเรศวร ' เป็น ศาสนสถาน ที่สร้างถวายเทพเจ้าสูงสุดของ ศาสนาฮินดู
ลัทธิ ' ไศวนิกาย ' เป็นนิกายที่นับถือพระอิศวร หรือพระศิวะ
มี ' ศิวลึงค์ ' เป็นสัญลักษณ์
สังเกตง่าย ๆ คือ ถ้าเป็นศาสนสถานของ ลัทธิ ไศวนิกาย จะสร้างบนภูเขาสูง
เฉกเช่น วนรุง... พนมรุ้ง เป็นต้น
เพราะตามตำนานเชื่อว่า ....
พระองค์ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส
ยอดเขาที่สูงสุดของเขาพระสุเมร ศูนย์กลางของจักรวาล
เทพใน ' ตรีมูรติ ' ประกอบด้วย
' มหาพรหมมา ' ทรงสร้างโลกแล้วเสด็จนินทราคมไป
' มหาศิวเทพ ' ทรงดูแลโลกต่อมา หากการปราบยุคเข็ญเป็นหน้าที่ ' มหาวิษณุ '
ส่วน ' พระหริหร ' ( หะ - ระ ) เป็นพระผู้ทรงภาคมหาศิวะครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งมหาวิษณุ
' ปราสาทพระวิหาร ' เป็นชื่อที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย
แต่สำหรับชาวเขมรแล้ว ก็จะเรียกว่า
" เปรี๊ยะ วิ เฮียร์ " ( Phere vi hear ) นั่นเอง
' ศรีศิขเรศวร ' ได้ถูก สร้าง และสถาปนาโดย ' สุริยวรรมันที่ 1 '
ในพุทธศตวรรษที่ 16 ประมาณพุทธศักราชที่ 1545 -1593
ซึ่งได้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายรัชกาล
สุริยวรรมันที่ 1 มีเดชานุภาพมาก พระนามที่สิ้นพระชนม์แล้ว คือ
' บรมนิรวาณบท '
สืบเชื้อสายจากพระเจ้าสุชิตราช ( พระยาชีวกะ )
ซึ่งไปจาก ' แหลมมลายู ' หรือ นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน
พระยาชีวกะนี้ ได้ยกกองทัพเรือไปโจมตีละโว้ ( ลพบุรี )
ซึ่งเป็นเมืองเอกของขอมในสมัยนั้น
แล้วได้กรุงละโว้ ไว้ในอำนาจ เป็นที่ครั่นคร้ามของกษัตริย์ขอม
จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางการสมรสโดย หลานของ พระยาชีวกะนี้
( สุริยวรรมันที่ 1 ) ได้อภิเษกสมรสกับ ราชธิดาของกษัตริย์ขอม
ต่อมาก็ได้เป็น กษัตริย์ครองอาณาจักร ขอมต่อไป
ทีนี้ คงทราบแล้วนะ ว่า ใคร ? เป็นผู้สร้าง ศรีศิขเรศวร
กาลเวลาต่อมา... ' สุริยวรรมันที่ 2 '
กษัตราธิราชผู้ทรงอำนาจมากที่สุดพระองค์หนึ่งของโลก
ทรงโปรดให้มีการต่อเติม พนมวิหาร นี้ใหม่ให้อลังการ
โดย ' ทิวากร บัณฑิต ' พราหมณาจารย์ผู้ประกอบพิธีราชาภิเษกให้พระองค์
หลังจากที่พระองค์ทรงแย่งราชสมบัติจาก ' หรรษวรรมันที่ 3 '
ในปีพุทธศักราช 1656
สุริยวรรมันที่ 2 ได้ประทานตำแหน่งแก่ ทิวากร บัณฑิต ว่า
' ภควัตบาทกมรเตงอัญตะคุรุ '
ณ . ศรีศิขเรศวร
ทิวากร บัณฑิต ได้สร้างเทวรูปทำด้วยทองคำ
ตกแต่งพื้นปราสาทด้วยการหุ้มทองแดง ตกแต่งปราสาทใหม่ทั้งหมด
รวมทั้งลาน , ทางดำเนิน
จากรัชสมัย สุริยวรรมันที่ 1 จวบจนถึง รัชสมัยของ สุริยวรรมันที่ 2
ศรีศิขเรศวรได้รับการดูแลรักษาต่อเติม และถือเป็นระยะเวลาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับ ศาสนบรรพตแห่งนี้ เพราะในภายหลังรัชสมัยของ สุริยวรรมันที่ 2
ศรีศิขเรศวร ก็คลายความสำคัญลง
เพราะไม่มีการค้นพบศิลาจารึก เกี่ยวกับปราสาทนี้อีกเลย
ทำไม ศรีศิขเรศวร...ปราสาทพระวิหาร
จึงมีความสำคัญสูงสุดต่อ สุริยวรรมันที่ 2 เล่า ?
ศรีศิขเรศวร ตั้งอยู่บนยอด พนมดงเร็ก
อันกั้นระหว่าง มหิธรปุระ ( บุรีรัมย์ ) กับเมืองพระนคร ( กัมพูชา )
หากยืนบนยอด ' เป้ยตาดี ' มองลงไป
จะเห็นที่ราบกว้างใหญ่แห่งเมืองพระนคร
สุริยวรรมัน ที่ 2 ประสูติที่ มหิธรปุระ อันปัจจุบันขาน ... บุรีรัมย์
พระนามเดิมคือ พิษณุหริเกศวร ( ศะ- วะ- ระ )
ก่อนจะตีเมืองพระนครแย่งราชสมบัติจาก หรรรษวรรมันที่ 3
พระองค์ควรต้องตริดำริไป ว่าจะเข้าตีเมืองพระนครทางไหน ?
เส้นทางเดิมแต่โบราณ จากมหิธรปุระ ต้องผ่านพนมรุ้ง ลงสู่ช่อง เสม็ด...ทิวเขาพนมดงเร็ก ( อุบลราชธานี )
ถึงจะเข้าตีเมืองพระนครได้ แต่การจะเดินรบทางนั้น ต้องเพลี้ยงพล้ำแน่นอน
แต่ถ้า ขึ้นมาสู่พนมพระวิหาร ยกทหารผ่านทางนี้
ก็อาจเข้าถึงตัวเมืองพระนครได้ง่ายกว่านั่นเอง
ทิวากร บัณฑิต ผู้เป็นพราหมณาจารย์ของ สุริยวรรมันที่ 2
เป็นชาวเมือง ' พะนุรทะนง ' ปัจจุบันก็คือ บริเวณ ' เนินประดู่ '
ไม่ห่างไกลจาก เขาพระวิหารมากนัก นั่นเอง
คราวนี้ทราบฤายัง สุริยวรรมันที่ 2 ประสูติที่ใด ?
นาครวัต ( AngKor Wat ) อันวิจิตรงดงาม โลกพิศวงจนกระทั่งบัดนี้
ก็สำเร็จโดย ' สุริยวรรมันที่ 2 ' ด้วยเช่นกัน
( ภาพสลัก สุริยวรรมันที่ 2 ที่ระเบียงปราสาทนครวัด กัมพูชา อันแสดงถึงเดชานุภาพ ' จักรวาทินเทวราชา ' )
บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมูลตอนเหนือนั้น มีนามว่า ' บุรีรัมย์ '
เป็นที่ตั้งแห่ง ' ราชวงศ์มหิธรปุระ '
จงผยองไว้เถิด ... ไทย !
' ปราสาทเขาพระวิหาร ' ตั้งอยู่บนจงอยของเงื้อมผาที่สูงตระหง่าน
ไม่อาจหาโบราณสถานในวัฒนธรรมเขมรแห่งอื่นใดจักมีความทัดเทียมได ้
จากตำแหน่งที่ตั้งท่ามกลางสภาพทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่น
ประกอบกับอัจฉริยภาพของผู้สร้างที่สามารถกำหนดแผนผัง
และรูปทรงสถาปัตยกรรมได้อย่างเหมาะสมจึงทำให้ศาสนสถานแห่งนี้
มีความสำคัญ ? สูงสุด ? เป็นพิเศษ
จำเดิมนั้น ปราสาทพระวิหารอยู่ที่หมู่บ้าน ภูมิซร็อล
( ภูมิ ? บ้าน , ซร็อล ? ต้นสน )
' หมู่บ้านต้นสน ' นั่นเอง ระหว่างช่องโพย ( ตะวันตก )
กับช่องทะลาย ต.บึงมะลู อ. กันทรลักษณ์ จ. ศรีษะเกษ ในราชอาณาจักรไทย
แต่ปัจจุบัน ปราสาทพระวิหาร ตั้งอยู่ในเขต จ. พระวิหาร ประเทศกัมพูชา
การเดินทางสู่ปราสาทพระวิหาร ทางทิศใต้ ( ฝั่งเขมร ) เป็นสิ่งที่กระทำได้ ' ยากที่สุด '
เนื่องจากเป็นหน้าผาที่สูงชัน มีเส้นทางหนึ่ง เรียกว่า ' ด่านตะโก '
อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาพระวิหาร
เป็นทางเดินแคบ ๆ เดินเรียงหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งตรงกว่า แต่ก็อันตรายมากสำหรับคนเดินเท้า
โดยเป็นทางขั้นบันไดขรุขระตัดทางด้านข้างของหน้าผาทางทิศตะวันออก
ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ' ช่องบันไดหัก '
แต่ในทางตรงกันข้าม เส้นทางจากทิศเหนือ ( ฝั่งไทย )
เป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด
โดยใช้เส้นทาง อ . กันทรลักษณ์ นั่นเอง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ ซึ่งในขณะนั้น
ดำรงพระยศ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสรรพสิทธิ์ประสงค์
เป็นพระราชวงศ์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จสู่ปราสาทพระวิหาร ในปี พุทธศักราช 2441
ได้พระทานนามปราสาทแห่งนี้ว่า ' เทพพระวิหาร '
อีกทั้งได้ทรงจารึกพระนาม ' สรรพสิทธิ์ ' ไว้ ณ . ปราสาทแห่งนี้อีกด้วย
ที่สำคัญเทือกเขาพนมดงรักได้แบ่ง ภูมิประเทศออกเป็น 2 ส่วน 2 บริเวณ
คือที่ ราบสูง และ ที่ราบต่ำ
บริเวณที่ราบสูง อยู่ทางซีกตอนเหนือของเทือกเขา
หรือ บริเวณเทือกเขาที่หันสู่ประเทศไทย
ถือเป็น ' ดินแดนเขมรสูง ' หรือ ' เจนละบก '
( ที่ตั้งของ จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ และ ศรีษะเกษ ในปัจจุบัน )
Processing....
บริเวณที่ราบต่ำ อยู่ทางซีกใต้ของเทือกเขา
หรือแนวด้านที่หันสู่ประเทศกัมพูชา
มีลักษณะเป็นภูผาชัน ถือเป็น ' ดินแดนเขมรต่ำ ' หรือ ' เจนละน้ำ '
เป็นที่ลุ่ม อู่ข้าวอู่น้ำ
( ที่ตั้งของ กำปงทม พนมกุเลน เมืองพระนคร ตลอดจนทะเลสาบเขมรนั่นเอง )
แต่น่าแปลก เพราะเหตุใด ผู้สร้างศรีศิขเรศวร
จึงได้เจาะจงเลือกที่ตั้งของปราสาทหันหน้าไปสู่ทิศเหนือ ( มาทางเขมรสูง )
แทนที่จะเลือกสถานที่ตั้งในจุดอื่นที่สามารถหันทิศปราสาทไปตามทิศปกติ
เป็นไปได้หรือไม่ ? ว่า...
ผู้สร้าง ' น่าจะ ' มีจุดประสงค์หลักที่ต้องการให้ศาสนสถานแห่งนี้
มีความสัมพันธ์กับดินแดน เขมรสูง ... เจนละบก
ปราสาทพระวิหารมีแผนผังเป็นแกนยาว
พร้อมด้วยทางเดินเรียงรายด้วยเสานางเรียงบันไดศิลาต่อเนื่องเป็นระยะ
และชาลาสร้างทอดไปตามไหล่เขาที่สูงชันจนถึงศูนย์กลางของศาสนสถานบนยอดเขา
โดยปกตินั้น ศาสนสถานของขอมทั้งมวลมักจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
แต่ปราสาทพระวิหารกลับหันหน้าไปทางทิศเหนือ
ซึ่งนอกจากจะมีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องกำหนดแล้ว
น่าจะเกิดจากปัจจัยอื่นบางประการ
ที่มีความสัมพันธ์กับดินแดน ' เขมรสูง ' เป็นพิเศษไปพร้อม ๆ กัน
ขณะนี้ผมยืนอยู่ที่ ' พลาญหิน ' เบื้องหน้าผม คือบันได มีจำนวน 162 ขั้น
เป็นทางดำเนินขนาดใหญ่ ความแปลกของบันได้นี้ก็คือ
บางขั้นบันไดได้สกัดศิลาลงไปในพื้นศิลาของภูเขาแห่งนี้
ไม่ได้ยกก้อนศิลามาประกอบทุกขั้น ( ช่างฉลาดนิ )
สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมตั้งเป็นกระพักเรียงรายขึ้นไป
โดย 4 ฐานแรกตรงเชิงบันไดเป็นกระพักขนาดใหญ่ ตั้ง ' สิงห์ทวารบาล '
( ปัจจุบันได้ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว )
ผมเดินจนเหนื่อยเลยละ ... แถมมี ' ไกด์อาสา ' เป็นหนุ่มน้อยชาวเขมร
พูดไทยได้ชัดเจนเป็นบางคำ ซึ่งสำหรับผมแล้ว...
ไม่จำเป็นเลย สำหรับการอธิบาย
แต่ก็ด้วยความเอ็นดู ที่เกิดจากรอยยิ้มไกด์หนุ่ม โปรยให้
ผมจึงไม่ปฎิเสธที่จะรับหนุ่มเขมรน้อยนี่
เป็นเพื่อนร่วมทางยล ปราสาทพระวิหารในครั้งนี้
เดินจนพบ ' ลานนาคราช ' หรือ ' สะพานนาคราช '
บริเวณนี้ เราจะพบกับ นาคราช 2 ตัวแผ่พังพาน หันหน้าไปทางทิศเหนือ
ผมเลยยกมือไหว้แพล่บ ( ไม่คิดว่าเป็นบรรพบุรุษของตัวเองหรอกน่า )
นาคทั้งสองตัวนี้เป็นนาคไม่มีรัศมีเข้ามาประกอบ
ลำตัวก็คล้ายกับงูตามธรรมชาติ
ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะแบบ ' ปาปวน '
คนท้องถิ่นเรียกพญานาค ว่า ' งูชวง ' หรือ ' งูซวง '
ในสมัยโบราณมีความเชื่อกันว่า
การทำสะพานนาคด้านหน้าของศาสนสถาน
เป็นการแสดงคติของสะพานซึ่งเชื่อมระหว่าง มนุษย์โลก กับ โลกสวรรรค์ ไปพร้อมกัน
ความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของศาสนาฮินดูนั้น
สะพานที่เชื่อมระหว่าง มนุษย์กับสวรรค์
คือ สายรุ้ง ( ปอล มุส Paul Mus )
นาคราช ก็คือ รุ้งกินน้ำ นั่นเอง
ดังนั้น เราก็ต้อง อุปมา ตัวเอง ( แบบเข้าไปในยุคสมัยโบราณ )
หากว่าได้ผ่าน สะพานนาคราช นี้แล้ว ก็เหมือนได้ขึ้นไปสู่สวรรค์
ไกด์หนุ่มของเรา ก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้แจ้งใจผมได้มากนัก
ผมเองต่างหากกลับเป็นฝ่ายอธิบาย... สาธยายความเป็นมา
มันก็ได้แต่พยักหน้าฟัง ศาสนสถานนี้ เป็นสมบัติของชาติมัน
ควรที่จะรู้ให้มันละเอียดขึ้นมาบ้าง และในฐานะ ไกด์
ต้องอธิบายแก่นักท่องเที่ยว
ผมก็ไม่เหนื่อยหรอกที่จะอธิบายความเป็นมา
การขึ้นสู่สรวงสวรรค์ในขั้นแรกนั้น เราจะพบกับบันไดค่อนข้างชัน
เข้าสู่โคปุระชั้นที่ 1
คำว่า ' โคปุระ ' เป็นภาษาสันกฤต แปลว่า ' ซุ้มประตู '
ในชั้นแรกคาดว่าคงเป็นซุ้มประตูสำหรับป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าไป
แต่ในช่วงหลังคงเป็นประตูสำหรับป้องกันระหว่างแดนมนุษย์และแดนสวรรค์
บันไดชันมาก...ผมเลยต้องออกแรงกายภาพในการเดิน
เจตนาที่ช่างขอมทำให้มันชันนั่นก็คือการที่จะขึ้นไปหา ' เทพเจ้า ' นั้น
ต้องขึ้นเข้าไปในลักษณะ ' เคารพนบนอบ ' ( ไม่ใช่เดินไป หัวเราะคิกคักไป )
ให้มีลักษณะ ' หมอบคลาน ' ขึ้นไปในช่วงแรก
ถ้าหากว่าเราขึ้นไปในลักษณะหมอบคลานขึ้นไปก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์
เหลือบแลดู ' เพื่อนร่วมทาง ' ก็มีบางคนนะน่ะ
ไม่แค่หมอบหรอก นั่งแหมะลงเฉยเลย
( แสดงว่าบรรลุวัตถุประสงค์มากไปหน่อย )
แหม ... ป้า อายุอานามก็มากหลาย ยังไม่ยั่นเน้อ.... เหอ ๆ
ทั้งโคปุระ ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 เป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่
ใช้สำหรับทำสมาธิบูชาเทพเจ้าก่อนเข้าถึงองค์ภวาลัย
ผ่านโคปุระชั้น ที่ 1 จะพบกับ ' ทางดำเนิน '
เป็นถนนค่อนข้างใหญ่ริมถนนมีเสาหินสี่เหลี่ยม
ทำยอดคล้ายดอกบัวตูม รายเรียงเป็นระยะเรียกว่า เสาเทียน , เสานางเรียง หรือ เสานางจรัล
ปัจจุบันเหลือน้อยเต็มที บางต้นก็ปรักหักพัง
หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล ได้สันนิษฐานเอาไว้ว่า
" เสานางเรียงล่มเพราะช้างป่ามาทำให้ล่ม "
แต่ผมหันกลับไปไล่เลี่ยงพ่อไกด์หนุ่มเขมรของเรา
ผลจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์นั่นหรือเปล่า ?
ทราบมาว่า ' เขมรแดง ' ได้ยึดเขาพระวิหารเป็นที่มั่น
บางส่วนของปราสาทพังหทลายลงด้วยกระสุนปืนใหญ่ในสมัยไฟสงคราม
ผมรู้สึกหวาดหวั่น เมื่อได้ยินไกด์หนุ่มอธิบายตอบมาว่า
เขาพระวิหารเป็นสมรภูมิแย่งชิงกันครอบครอง
ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา และฝ่ายกองกำลังเขมรแดง
อาณาบริเวณนี้ เมื่อก่อน อุดมไปด้วย กับ ' ระเบิด '
หากเกิดยังเหลืออยู่ ลูก 2 ลูก เผลอเหยียบเข้าไปจะเป็นเช่นไรหนอ ?
โคปุระชั้นที่ 2 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข มีกำแพงชั้นเดียว
โคปุระชั้นที่ 2 นี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ 2 แห่งด้วยกัน
ทำให้ผมหยุดพินิจพิจารณาและถ่ายรูปเก็บไว้
บริเวณทางทิศตะวันออกมุขด้านใน หน้าบันจำหลักลายงดงาม
เป็นภาพพระนารายณ์อวตารมาเป็นพระกฤษณะปราบนาคกาลิยะ
ส่วนทางด้านทิศใต้บริเวณหน้าบันอีกเช่นกัน
หน้าบันจำหลักภาพเป็นเรื่องนารายน์สิบปาง ตอนกูรมาวตาร
ภาพพิธีกวนเกษียรสมุทร
' เกษียรสมุทร ' คือ ทะเลน้ำนม พระนารายน์จะอวตารมาทั้งหมด 10 ปาง
ปางนี้เรียก ' กูรมาวารตาร ' กูรมะ แปลว่า เต่า
ส่วน สาเหตุที่ทำให้เกิดปางนี้ กระผมคงไม่ต้องเขียนเล่า
เดี๋ยวจะกลายเป็น ' เทวนิยายปกรณัม ' ไปซะก่อน
เหอ ๆ
แต่สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ ' ศรีศิขเรศวร ' นี้ สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่ พระศิวะเจ้า
ในลัทธิไศวนิกาย
เหตุใดจึงมีภาพจำหลัก พระวิษณุ... พระนารายณ์เล่า ?
นี่เราต้องอธิบายประวัติศาสตร์ เพราะ ศรีศิขเรศวรถูกสร้างโดย สุริยวรรมันที่ 1
ซึ่งเป็นสมัยที่ ไศวนิกาย กำลังเจริญรุ่งเรือง
ตราบจนมาถึง รัชสมัย สุริยวรรมันที่ 2
พระองค์ทรงเป็น ' อณู ' แห่งพระวิษณุเทพ
ในรัชสมัยของพระองค์นี่เอง
ลัทธิ ไวษณนิกาย... นับถือพระวิษณุเทพ เริ่มเจริญรุ่งเรือง
จึงไม่แปลกอะไร ที่สุริยวรรมันที่ 2
จะได้สมัญญา ว่า ' ปรมวิษณุโลก '
ฉะนั้น เราจึงต้องภาวนาประกอบไปด้วยว่า
" โอม... ! วิษณุเว นมัส "
' นาครวัต ' เอง ก็คงสร้างเป็นศาสนสถาน
ถวายแด่ ' ไวษณนิกาย ' ด้วยเช่นกัน
จากศาลาจตุรมุขชั้นที่ 2 หรือ โคปุระชั้นที่ 2 เดินไปอีกเรื่อย ๆ
แวะนั่งพักซักหน่อยก็ได้
อากาศบนนี้ไม่ร้อนเลย เนื่องจาก สายลมพัดพาความเย็นเบาสบายมาด้วยเป็นระยะ
อดแปลกใจในความเป็นสถาปนิก และความอดทดของช่างขอมในสมัยนั้นไปไม่ได้
ก็คงเพราะด้วยความศรัทธาในเทพเจ้าเพียงประการเดียวเท่านั้น
ที่สร้างความมหัศจรรย์ให้เกิด ณ. ดินแดนนี้
ทางดำเนินจากโคปุระชั้นที่ 2 ไปยัง โคปุระชั้นที่ 3 ( พระมหามณเฑียร )
ก็เป็นทางดำเนินขนาดใหญ่
ข้าง ๆ ก็ประกอบไปด้วยเสานางเรียง เหมือนเช่นเดิม
ก่อนจะขึ้นไปยังโคปุระชั้นที่ 3 แวะไปทางซ้ายก่อน
เจ้าไกด์หนุ่มแนะนำ แล้วเราก็ได้พบกับ ' สระน้ำมนต์ '
ซึ่งเป็นสระขนาดสี่เหลี่ยมจตุรัส สังเกตรายละเอียดต่อไปเราจะพบว่า
ทางด้านทิศใต้ของสระน้ำมนต์จะมีสิงห์อยู่ 1 ตัว
เฉพาะแต่ตรงหัวสิงห์จะอ้าปาก
ที่ปากของสิงห์จะมีน้ำไหลออกมา น้ำตรงนี้ มันมาจากไหน ?
เป็นคำถามที่น่าสนใจดี
Processing....
น้ำตรงนี้ที่ปากของสิงห์ มาจากการกระทำพิธี บำบวง ยัญกรรม ที่ปวงประธาน
จากห้องครรภคฤหะอันเป็นที่ประดิษฐาน ' ลิงคสุวรรณ ' ( ศิวลึงค์ )
ทุกรุ่งอรุณ พราหมณ์ จะกระทำพิธีถวายน้ำโสรจสรงศิวลึงค์
แล้วน้ำจะไหลออกตามท่อโสมสูตร ผ่านลงสู่สระน้ำมนต์ ผ่านลงสู่บาราย
จากนั้นลดต่ำเรื่อยไปจนสู่พื้นล่าง
อวยความฉ่ำชื้น แด่ มนุษย์ , สัตว์ และ ทุ่งกุรุเกษตร
กระแสธารศักดิ์สิทธิ์จะไหลไปทั่วปฐพี มหาเทพประธานชีวีแด่สรรพสิ่งด้วยวิธีนี้
น้ำมนต์ที่ออกจากปากสิงห์ จึงถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์
ภาพในอดีตกาลปรากฎชัดเจนในสมองผม
ที่นี้ ... ในอดีต คงงดงาม เป็นเทวสถานสถานอันศักดิ์สิทธิ์
ถึงโคปุระชั้นที่ 3 แล้ว เรียกว่า ' พระมหามณเฑียร ' น่าจะดีกว่า
เพราะมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ประกอบไปด้วยอาคารถึง 5 หลัง
เหมาะสำหรับเป็นที่ประทับของกษัตริย์
หน้าบันจำหลักลวดลายหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นภาพพระกฤษณะประลองกำลังกับสัตว์ตัวหนึ่ง
เช่นเดียวกัน ทางด้านทิศตะวันตก หน้าบัน จำหลักภาพ
พระกฤษณะกำลังต่อสู้กับลูกวัว ซึ่งเป็นยักษ์ เหมือนกัน
มุขทิศใต้ด้านใน ก็มีภาพจำหลักที่สำคัญมาก นั่นก็คือ
รูป ' อุมามเหศวร ' ก็คือ รูป พระอิศวรนั่งอยู่บนโคนนที กับพระนางอุมา
เป็นภาพสลักที่สวยงามมาก ผมหยุดถ่ายภาพ พิจารณาอยู่นาน
มักเอ่ยปากกับไกด์หนุ่ม ...
ช่างขอมช่างจำหลักลวดลายได้ปราณีต ดูไปยลมา เหมือนมีชีวิต
เป็นภาพคลาสสิค ดูเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ ศิลาทั้งก้อน
ฉลุฉลักลายได้วิจิตรขนาดนี้
ไม่ทราบว่า ต้องใช้แรงกายภาพ บวกกับความชำนิชำนาญขนาดไหน
เพราะถ้าผิดพลาดไปนิด ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ( นอกจาก แกะใหม่ )
ในท้ายสุด เราก็เดินมาถึง มหาปราสาท... ปราสาทประธาน
เป็นสถาปัตยกรรมซึ่งมี ' ครรภคฤหะ ' อยู่ภายในนั้น
ในศิลปะขอมเรียกตามภาษาสันกฤตว่า ...
' ปราสาท ' อันหมายถึง เรือนซึ่งมียอดหลายชั้น
ปราสาทประธานตั้งอยู่กลางลานชั้นในสุด ประกอบด้วย ' ครรภคฤหะ'
มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีมุมทั้ง 4 ทิศ เรียกว่า ' วิมาน '
' ทิศเหนือ ' เป็นทางเข้าสำคัญเพราะมีความอลังการ กว่าทั้ง 3 ทิศ
เนื่องด้วยมี ' อันตราละ ' เชื่อมต่อกับ มณฑป
แต่ในขณะที่มุขทางเข้าวิมานอีก 3 ทาง
อันได้แก่ ทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตก
มีลักษณะเหมือนกันโดยทำเหมือนกับเป็นทางเข้าสู่ ครรภคฤหะ โดยตรง
ตรงนี้มีข้อที่น่าสังเกต
เพราะโดยปกติแล้ว มณฑปต้องตั้งเกือบเสมอไปยัง ' ทิศตะวันออก '
ด้วยเหตุนี้นี่แหละจึงทำให้ศาสนสถานของขอมด้วยทั่วไป
หันหน้าไปยังทิศตะวันออก
ซึ่งเป็นทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับความเชื่อโบราณที่ว่า
' แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ' ก่อให้เกิดพลังแก่รูปเคารพ
แต่ปรากฎว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าว มีความผันแปรไป ณ. ปราสาทพระวิหาร
ก็คงด้วยเพราะ ปราสาทนี้หันหน้าไปทาง ' ทิศเหนือ '
ดังนั้นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่ผ่านเข้าไปกระทบรูปเคารพ ( ศิวลึงค์ )
ภายในครรภคฤหะ จำต้องผ่านมุขทางด้านทิศตะวันออก
แต่ในขณะนี้ ที่ผมยืนชมอยู่ วิมานของปราสาทประธาน ได้ปรักหักพังไปหมดแล้ว
เหลือแต่เฉพาะมณฑปด้านหน้า เป็นสำคัญเท่านั้นเอง
ปราสาทประธานสร้างขึ้นภายในระเบียงคดล้อมรอบ
ตามลักษณะของสถาปัตยกรรมขอม
หลังคาก่อด้วยศิลาทรายเป็นแผ่นศาลาโค้ง บนผนังเจาะช่องประตู
และประตูระเบียงคดทางด้านทิศตะวันตกเป็นทางเดินไปสู่ลานขนาดใหญ ่
เรียกว่า ' เป้ยตาดี ' ผมเดินออกมานั่งเล่น ผู้คนนั่งคุยกันเยอะเหลือเกิน
หน้าผาสูงชันมองกวาดตาออกไปเบื้องล่าง นั่งคือ แผ่นดินเขมร
แต่จะมีใครบ้าง ? ที่ทราบ...
ณ. ที่แห่งนี้ เป็นที่ ที่ สุริยวรรมันที่ 2
มองลงไปแลหา เมืองพระนคร
ณ. ที่แห่งนี้ คงเป็นทางเดินเท้าของทหารเพื่อโจมตีเมืองพระนคร
จาก มหิธรปุระ... บุรีรัมย์ ไปจนถึงเมืองพระนคร
ภาพในอดีตปรากฎชัด ผมขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
ค่อย ๆ เอนตัวนั่งลง ลมพัดโชยชาย
ท่านสมเป็น จักรวาทิน... มหาราชจริง ๆ แหละ... พิษณุหริเกศวร
( ภาพสลัก สุริยวรรมันที่ 2 ที่ระเบียงปราสาทนครวัด )
มองลงไปเบื้องล่าง นั่นคือ เขมรต่ำ ... เจนละน้ำ
คราวนี้ผมแจ้งใจ ว่าทำไม ศรีศิขเรศวร จึงเป็นศาสนสถาน
ซึ่งคล้าย ๆ ปราการธรรมชาติ แยก ระหว่าง เจนละน้ำ และเจนละบก
เมื่อมองจากเจนละน้ำ.. เขมรต่ำขึ้นมา ยังยอดเป้ยตาดี
ก็คงจะเห็นวิหารสวรรค์ อันเป็นที่ประทับ ของพระศิวะ
ลอยล่องอยู่ท่ามกลางม่านเมฆ คงเป็นภาพที่ วิจิตรตระการ
ปราสาทพระวิหารมีความหมายเหนือเทวาลัยแห่งอื่น
คือเทพเจ้าที่สถิต ณ.ปราสาทพระวิหารนี้
มิเพียงแต่เป็นใหญ่ในอาณาบริเวณโดยรอบภูเขาแห่งนี้เท่านั้น
หากแต่อานุภาพแห่งเทพเจ้า ณ .ปราสาทแห่งนี้
ยังครอบคลุมไปทั่วทั้งแผ่นดิน เจนละบก และ เจนละน้ำ อีกด้วย
ไกด์หนุ่มของเราชวนผมคุยใหญ่
แม้ในขณะนี้ ที่ ' ภวาลัย ' ( ปราสาทประธาน ) จะไม่พบ ศิวลึงค์ แล้วก็ตาม
ผมก็ยังกราบความว่างเปล่าตรงหน้า
พร้อมภาวนา " โอม..! นมัส ศิวายะ "
อย่าไปขำขันแปลกใจเลย ว่าเหตุใดคนสมัยก่อน ไหว้ ศิวลึงค์ กัน
ก็ถ้าไม่มี ' ลึงค์ ' จะเกิดเป็น ' คน ' ออกมาได้ยังไงละ ?
ฉะนั้น การบูชา ลึงค์ ซึ่งถือว่าเป็น สัญลักษณ์ของ พระศิวะเจ้า
จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะแม้ในขณะปัจจุบันนี้
ผมก็ยังเห็นบางคน แอบบูชาลึงค์เหมือนกันแหละน่า
( บูชากันยังไง คงไม่ต้องอธิบาย เหอ ๆ )
เมื่อมาถึงปราสาทเขาพระวิหาร เราก็คงที่จะพูดถึง
' ประวัติศาสตร์ '
กรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร
ระหว่างราชอาณาจักรไทย กับ ประเทศกัมพูชา
ไกด์หนุ่มชาวเขมรของเรา คงเกิดไม่ทัน ( ผมเองก็เกิดไม่ทัน )
แต่เอาน่าเรื่องแบบนี้ มันศึกษาค้นคว้ากันได้
แต่ที่แน่ๆ อย่าไปอธิบายอะไรให้มันละเอียดลึกซึ้งกับไก์หนุ่มชาวเขมรนี้เลย
จะเกิดเป็น วิวาทะ ขึ้นมาซะก่อน
เหอ ๆ
จารจำกันได้ฤาไม่ ?
ปราสาทพระวิหารมรดกอันล้ำค่าที่สำคัญของโลก
ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กัมพูชา ตามคำพิพากษาของศาลโลก
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505
คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น มี จอมพลสฤษด์ ธนะรัตน์
เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดน ที่จะต้องยกให้กัมพูชา
จำนวน 150 ไร่ ตามคำพิพากษาของศาลโลก
โดยยึดสันปันน้ำเป็นตัวแบ่งเส้นเขตแดน
และนำธงชาติไทยลงมาด้วย ซึ่งทหารดูแลอยู่ ยกลงมาทั้งเสาธงนั้นแหละ
( ไม่ถอดธงออกจากเสา ) ยกลงมาจากเป้ยตาดี
มาไว้ที่ ผามออีแดง จวบจนถึงทุกวันนี้
เป็นความเจ็บปวดของคนไทยทั้งประเทศ !
จาก ' สนธิสัญญา ' ที่ไทยได้ทำกับฝรั่งเศสเมื่อปี พุทธศักราช 2447 ( ค.ศ 1904 )
ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสได้เขียนแผนที่ขีดเส้นพรมแดนขึ้น
และที่สำคัญจากแผนที่แบ่งพรมแดนนั้น
ปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตของไทย
แต่ต่อมามีการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติมในปี พุทธศักราช 2450
( วันที่ 23 มีนาคม 2450 )
ก็มีการกำหนดเขตแดนขึ้นมาใหม่ คราวนี้แหละ ...
ทำให้ปราสาทพระวิหารตกอยู่ในอาณาเขต ของกัมพูชา
และไทยก็ไม่สามารถทักท้วงได้
เพราะจำยอมตามประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น
จำเหตุการณ์ รศ. 112 ได้หรือไม่ ?
' เสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนมาก ' ไว้อย่างไรเล่า ?
สนธิสัญญา ปี 2450 มีใจความอย่างไร ...
ขอยกขึ้นประกอบการพิจารณา
หนังสือสัญญา
ระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส
ซึ่งได้ลงชื่อกันที่กรุงปารีศ
ณ.วันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 122
( จาก หนังสือประชุมกฎหมายประจำศก เล่มเพิ่มเติม หน้า 121 )
ผู้ซึ่งเมื่อได้ส่งหนังสือมอบอำนาจให้ตรวจดูซึ่งกันแลกัน เห็นเปนอันถูกต้อง
แบบอย่างดีแล้ว ได้ปฤกษาตกลงกันทำสัญญาเปนข้อดังต่อไปนี้
ข้อ 1
" เขตร์แดนในระหว่างกรุงสยามกับกรุงกัมพูชานั้น
ตั้งแต่ปากคลอง สดุงโรลูออสข้างฝั่งซ้ายทเลสาป เปนเส้นเขตร์แดน
ตรงทิศตวันออก ไปจนบรรจบถึงคลองกะพงจามตั้งแต่ที่นี้
ต่อไปเขตร์แดนเปนเส้นตรงทิศเหนือขึ้นไปจนบรรจบถึงภูเขาพนมดงรัก
( คือภูเขาบรรทัด ) ต่อนั้นไปเขตร์แดนเนื่องไปตามแนวยอดภูเขาปันน้ำในระหว่างดินแดน
น้ำตกน้ำแสนแลดินแดนน้ำตกแม่โขงฝ่ายนึง
กับดินแดนน้ำตกน้ำมูนอีกฝ่ายหนึ่งจนบรรจบถึงภูเขาผาด่าง
แล้วต่อเนื่องไปข้างทิศตวันออกตามแนวยอดภูเขานี้
จนบรจบถึงแม่โขง ตั้งแต่ที่บรรจบนี้ขึ้นไปแม่โขงเปนเขตร์แดน
ของกรุงสยาม ตามความข้อ 1 ในหนังสือสัญญาใหญ่
ณ. วันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทร์ศก 112 "
( ตัวสะกดตามหนังสืออนุสัญญา )
เมื่อปีพุทธศักราช 2492
ด้วยความริเริ่มของฝรั่งเศสและด้วยความเห็นชอบจากกัมพูชา
ได้มีการคัดค้านอำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยที่
มีอยู่เหนือเขาพระวิหารอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกฝรั่งเศสประท้วงว่า
ไทยไม่พึงสมควรที่จะส่งคนไปรักษาปราสาทพระวิหาร
เหตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ ไทย
ไม่ยอมรับข้อแนะนำของกรรมการประนีประนอม ณ.กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ในปีพุทธศักราช 2490
ในปีพุทธศักราช 2501 สัมพันธภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา
ได้เสื่อมถอยลงเป็นลำดับ
โดยกัมพูชาได้เริ่มเรียกร้องให้ปราสาทพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของ กัมพูชา
ความเคลื่อนไหวของกัมพูชาเกี่ยวกับกรณีเขาพระวิหาร
ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ลองอ่านบทความของ นายซัมซาลี
องคมนตรีและเอกอัครราชฑูตกัมพูชาประจำกรุงลอนดอน
ดูบ้างไหม ? ...
" เพื่อนบ้านของเราได้บิดเบือนประวัติศาสตร์มาบ่อยเหลือเกิน
จนกระทั่งเกิดความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงความจริงเรื่องนี้ให้เป็นที่ทราบกัน "
และ
" ไม่ต้องสงสัยเลยพระวิหารนี้เป็นของกัมพูชาตามสนธิสัญญากำหนดเขต ปลอดทหารตามชายแดน
และตามอนุสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2447 อันได้รับการยืนยันจากสนธิสัญญาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2450 "
ท้ายสุดในวันที่ 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2502 รัฐบาลกัมพูชา
ได้ยื่นคำร้องต่อ ' ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ' ขอให้ศาลวินิจฉัย ...
ให้ราชอาณาจักรไทยถอนกำลังถืออาวุธออกจากบริเวณเขาพระวิหาร
และขอให้ศาลชี้ขาดว่า ' อำนาจอธิปไตย ' เหนือเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา !
เมื่อพิจารณาตามข้อกำหนดในสนธิสัญญา พุทธศักราช 2447 ในข้อ 1
ที่ผมยกแสดงให้ดูข้างต้นนั้น
ในสัญญานี้ได้กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการผสมขึ้นทำการปักปันเขตแดน
ซึ่งกรรมการผสมที่ได้ตั้งขึ้นนี้เซ็นสัญญาฉบับใหม่ในปี 2450
ในการนี้ได้มีการทำสำรวจทำแผนที่กำหนดเส้นแขตแดนบนภูเขาดงรัก
ในแผนที่ชุดหนึ่งเรียก ' แผ่นดงรัก '
ซึ่งแผนที่ชุดนี้แหละ ไทยให้การปฎิเสธและทักท้วงว่า
" ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบและการพิจารณาของคณะกรรมการผสม "
ฉะนั้นในเรื่องของปราสาทพระวิหารบนเทือกเขาดงรักนั้น
หาดยึดตามสนธิสัญญา 2447 ก็จะต้องกำหนดตามเขตแดนธรรมชาติ คือ
' สันปันน้ำ '
ซึ่งทางฝ่ายไทยยืนยันว่าสันปันน้ำ
ทำให้เขาพระวิหารมาอยู่ในราชอาณาจักรไทย
แต่แผนที่ที่ทำขึ้น ( แผ่นดงรัก )
กำหนดให้เขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนกัมพูชา
ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่า ได้มีการส่งแผนที่ไปให้รัฐบาลสยามจำนวน 50 ชุด
ได้ทำการตอบรับโดยชอบแล้ว
ตกลงว่า จะใช้ สันปันน้ำ หรือ แผ่นดงรัก เป็นตัวชี้ชะตาเขาพระวิหารกันแน่ ?
เกิดเป็นคดีความกันขึ้น โดยทางไทย มี ' หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมทย์ '
เป็นทนายแก้ต่างให้รัฐบาลไทยในคดีพิพาทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร
แถมยังขอรับบริจาคเงินจากคนไทยทั้งประเทศคนละ 1 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย
การไต่สวนพิจารณาคดีเป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี
มีการนัดสืบพยานทั้งหมด 73 ครั้ง
และในท้ายสุด ศาลโลกได้พิจารณา
ลงความเห็นด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3ว่า
ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา
เป็นไปตามแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญา 2447 และ 2450
โดยให้เหตุผลสำคัญว่า
" ราชอาณาจักรไทยพึงเฉยมิได้ประท้วงแผนที่ดังกล่าวนั้น
ข้ออ้างที่ว่าแผนที่นั้นมีความผิดพลาดจึงไม่อาจรับฟังได้
ข้ออ้างเช่นว่านั้นไม่อาจนำมาเป็นเหตุในการลบล้างความยินยอมได้
หากรัฐซึ่งอ้างความผิดพลาดมีส่วนก่อให้เกิดความผิดพลาดเช่นว่านั้น "
กฎหมายปิดปาก จะอ้างความสำคัญผิดในสนธิสัญญา ขึ้นอ้างมิได้
นอกจากนี้ ไทยยังต้องส่ง สิ่งปฎิมากรรม แผ่นศิลา ส่วนที่หักพังของอนุสาวรีย์
รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณซึ่งถูกโยกย้ายจากปราสาทพระวิหาร
โดยเจ้าหน้าที่ไทย ตั้งแต่ ค.ศ 1954 คืนแก่ กัมพูชา
ซึ่งไทยได้คืนไปแล้วทั้งสิ้น 50 ชิ้น
นับเป็นการเสียดินแดน ' ครั้งสุดท้าย ' ของ กรุงรัตนโกสินทร์
อดีตก็คืออดีตแหละครับ ผมเองไม่สามารถวิพากวิจารณ์ ในเรื่องนี้ได้
เกินกำลังและสติปัญญา และเพราะถึงอย่างไร
ปราสาทพระวิหารก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กัมพูชา
ล่วงมา 44 ปีแล้วละครับ
ซึ่งระหว่างที่ปราสาทพระวิหารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา
กัมพูชาก็สั่งปิด และ สั่งเปิด ให้เข้าชมอยู่หลายครั้งแล้ว
ตามแต่สถานการณ์ของประเทศ
สุริยาเริ่มรอน ๆ อ่อนแสงลง เป็นสัญญาว่าบ่ายจัดมากแล้ว
บรรยากาศรอบตัวผม สงบครึ้มเย็น
สายลมพัดผ่านคลอเคลียก้อนศิลา ผ่านพริ้วสู่ใบไม้
โลมไล้นกน้อยที่โผบินสู่พโยมบน
ท้องฟ้าสดโปร่ง ตัดกับก้อนเมฆสีขาวลอยฟ่อง
พระวิหาร คือ วิหารแห่งสวรรค์ลอยอยู่บนฟากฟ้าโดยแท้
เพราะแค่ ' ความศรัทธา ' ก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกได้
แต่ ' ความโลภ ' เพียงประการเดียว ก็ทำลายโลกทั้งโลกลงได้เช่นกัน
ผมเดินลงมากับไกด์หนุ่มจวบจนมาถึง ณ. จุดเริ่มเริ่มต้นที่พบเขา
ณ. ลานนาคราช ผมยิ้มขอบใจ พร้อมจ่ายค่าเหนื่อยเป็นจำนวนที่น่าพอใจ
" เป็นไกด์ที่ดี ต้องช่วยกันดูแลรักษาปราสาทพระวิหารดี ๆ ด้วยนะ "
ไกด์หนุ่มของเรายิ้มเขิน พร้อมพยักหน้ารับ
ผมยังหันหลัง เหม่อมองไปยัง ' ศรีศิขเรศวร ' อีกครั้ง
อดีตอันรุ่งเรือง ณ. ที่นี้ ... ผันผ่าน
หากก้อนหินดินศิลาทุกก้อนพูดได้คงจะพรรณนา ...
" ณ . ที่นี้กษัตราธิราชเคยผ่าน เจ้าหญิงโฉมงามเคยเสด็จ มหาเทวะอันสูงสุดเคยประทับ "
บัดนี้... ทุกสรรพสิ่งแปรเปลี่ยน เตรียมสูญสลายตามกาลเวลา
นักท่องเที่ยวคลาคล่ำ กลิ่นธูป ควันกำยาน มลายหาย
สรรพสิ่งใดเล่าคงทน ' กฎแห่งไตรลักษณ์ ' ซิจริงแท้ ...
ทุกขัง ... อนิจจัง .... อนัตตา
ความโดดเด่นของ ' ศรีศิขเรศวร '
จึงมิอาจถูกครอบครองได้โดยผู้ใดผู้หนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง
เพราะ ถึง ณ. บรรทัดนี้แล้ว
สมควรที่จะกล่าวได้เพียงว่า ศรีศิขเรศวร... ปราสาทพระวิหาร
เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ของ มนุษยชาติ โดยแท้ !
**************
พชร. ขอขอบคุณ
1. สาระนิยาย เรื่อง ' สุริยวรรมัน ' ของ คุณ " ทมยันตี "
2. ก่อนถึง ' ปัศจิมมกถา ' แห่ง สุริยวรรมัน ของ คุณ " ทมยันตี "
3. ปราสาทเขาพระวิหาร ศาสนบรรพตที่โดดเด่นที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ของ " รศ.ดร.ม.ร.ว สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ "
4. ศรีศิขเรศวร ปราสาทพระวิหาร วิหารสวรรค์ ศาสนสถานไร้พรมแดน ของ " สำนักพิมพ์เมืองโบราณ "
5. เขาพระวิหาร ชุดเมืองประวัติศาสตร์ ของ " ดร. ธิดา สาระยา "
6. เอกสารประกอบคำบรรยายหลักกฎหมายระหว่างประเทศชั้นสูง หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดย " รศ. จตุพร วงศ์ทองสรรค์ "
7. กฎหมายระหว่างประเทศ เล่ม 2 ของ " ศ.ดร. จุมพต สายสุนทร "
Processing....
สนุกมากครับ![]()
Processing....


เสริมสร้างความรู้ให้อีกด้วย
Processing....
คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ
อ่านจนตาฉ่ำ
ตรงเนื้อหาค.รู้นะ
:]]
Processing....
คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ

แค่น้องม.๓ รู้รสกามเสียแล้ว ร้ายจริง ๆ คุณอ้น
ชอบครับผม ^ ^
Processing....
คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ
ชอบครับ
ตืดตามผลงานพี่มานานมากเลย
Processing....
คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ
Processing....
คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ
