รวมมิตรคำถามคำตอบที่ทุกคนโปรดทราบ
+ ตอบกลับกระทู้
หน้า 1 จากทั้งหมด 6 หน้า 123 ... ล่าสุดล่าสุด
กำลังแสดงผล 1 ถึง 15 จากทั้งหมด 77
  1. #1
    หัวหน้าสาขา รูปส่วนตัว dukdick
    สมัครเมื่อ
    Jul 2009
    ที่อยู่
    บนเครื่องบินบ้าง ที่บ้านบ้าง
    โพส
    233
    อัฐ
    622
    24
    Increase Font Decrease Font

    Love " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    http://www.gayded.com/
    ติดต่อลงโฆษณา
    ติดต่อลงโฆษณา
    คำชี้แจง



    เรื่อง: "น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด
    โดย: คุณ อ้น พชร
    เรท: Explicit content




    นิยายเรื่อง ' "น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด '
    ได้รับอนุญาตจากคุณ ' อ้น พชร ' ให้เผยแพร่ในบอร์ด G-GanG เรียบร้อยแล้ว
    โดยผู้ทำการขออนุญาตคือ คุณ ' dukdick '

    ขอขอบคุณ ' คุณ อ้น พชร ' ที่ได้เอื้อเฟื้อผลงานดีๆ สำหรับชาว G-Gang


    G-GanG.CoM






    ความจริง ' พชร ' เคยปรารภ กับ " อาโม "
    ไว้หลายครั้งแล้วว่า จะเขียนเรื่องนี้
    แต่ก็ด้วยความเอื่อยเฉื่อย + ความยุ่งยาก เลยทอดระยะเวลาการจรดปากกา
    ให้เนิ่นนานออกไปเรื่อย ๆ

    เหตุที่ต้อง ' ยุ่งยาก ' เป็นเพราะ พชร มีความปรารถนา ที่จะเขียนเรื่องนี้
    ด้วยความแปลกใหม่ ( พอสมควร ) จึงให้มี ถึง 2 ภาค เพื่อให้ได้รส

    ภาคที่ 1 ก็คงเป็น SEX ( เบื่อที่จะเขียนแต่ควรต้องตามใจคนอ่าน )
    ภาคที่ 2 ภาคสารคดีท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ( ตั้งใจเขียนภาคนี้มากกว่า )

    ไอ้ภาคแรก นะน่ะ ไม่ยาก ... เขียนคืนเดียวก็เสร็จ
    แต่ภาค 2 นี่ซิ ต้องเหนื่อยแน่นอน เพราะ พชร จำเป็นต้องใส่ข้อมูล
    ซึ่ง ค้นคว้ามาจากเอกสาร และบางส่วน ก็ ' ยาก ' ที่จะถามจากปากใครได้

    รูดซิบปาก

    แต่ตอนนี้ ว่าง... สมองปรอดโปร่ง เลยได้เวลาที่เหมาะเจาะ
    เลยลองเขียนดูดีกว่า




    หมายเหตุ พชร.


    Story เรื่องนี้ พชร.ได้เขียนตอนเดียวจบ ลงในบอร์ด Thaiboyx.com ประมาณปี 2549
    ก่อนที่จะมีกรณีพิพาทเรื่อง ปราสาทหินเขาพระวิหาร ระหว่างไทย กับ กัมพูชา
    ในยุครัฐบาล ท่าน สมัคร สุนทรเวช เสียอีก

    ดังนั้น จึงควรอ่านเอาสนุก ไม่ได้อิงการเมือง ในด้านใด ๆ ทั้งสิ้น
    เพราะพชร.เป็นคนสนใจเทวสถานต่างๆ ในศาสนาพราหมณ์ มานานแล้ว
    ไม่จำกัดแต่ ปราสาทหินพระวิหารเท่านั้น

    หากใครได้อ่านจบแล้ว
    จะอิงไปทางใด ทางหนึ่งบ้าง นั่นถือว่า เป็นความคิดส่วนบุคคล

    เพราะพชร. เชื่ออยู่อย่างเดียวว่า

    " สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม "


    หุหุ







    ช่วง SuMmer 2547 ผมได้มีโอกาสไปเที่ยว
    วันรุง ( ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ) มา
    แล้วก็ล่วงเลยไปเที่ยวถึง จ.อุบลราชธานี ด้วย

    SuMmEr 2547 ผมลงเรียนภาคฤดูร้อน 2 ตัว
    แต่ก็พอมีเวลาปลีกตัวจากเชียงใหม่ ลงไปเที่ยวอีสานกับที่บ้านได้
    และเมื่อประมาณปลาย ๆ เดือน พฤษภาคม 2547
    การศึกษาเล่าเรียนภาคฤดูร้อนก็ปิดฉากลง
    เนื่องด้วยสอบ FiNaL เสร็จสิ้นลงหมดแล้ว
    เหลือเวลาอีกตั้ง 10 กว่าวันกว่าจะเปิดเทอม

    " อยากไปเที่ยวเขาพระวิหารไหม ? " คุณแม่โทรมาปรารภเอากับผม
    ผมพอได้ยินก็ชักจะเอื่อย ๆ
    " เพิ่งไปอุบลมาเดือนก่อนเองนะแม่นะ จะไปอีสานอีกแล้วหรอ ? "
    " ก็เรายังไม่เคยไปเลยนี่ ไปไหมละ ? พ่อเขาชวน " ฮืม

    พูดถึงผมไม่ยักเอียนนะ
    กับการเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปกับครอบครัวหรือไปคนเดียว
    เป็นคนชอบเที่ยวแต่ไหนแต่ไรมา เพราะถือเป็นการคืนกำไรให้กับชีวิต
    ได้ดีทีเดียว

    ไม่แน่ SuMmer นี้ ผมอาจจะได้ยลโฉม ปราสาทหิน อันวิจิตรตระการ
    ทั้ง 3 แห่ง ในภาคเดียวกัน
    คือ พนมรุ้ง เขาพระวิหาร และ พิมาย
    ( พ่อผมบอกว่า กลับจากศรีษะเกษ จะแวะพักที่โคราช 1 คืน )

    คุณพ่อผมชำนาญเส้นทางในภาคอีสานมากเป็นพิเศษ
    ( เที่ยวมาแบบทะลุปรุโปร่ง )
    จึงทำให้ไม่เกิน 6 โมงเย็น ก็ถึง อ. กันทรลักษณ์ จ. ศรีษะเกษ

    " พ่อขับเส้นไหนมานะ ? " ผมยังงง ๆ " ถึงไม่เข้าตัวเมืองศรีษะเกษนะ "
    " จะเข้าไปทำไมในตัวเมืองเล่า อ้น ? " พ่อผมปฎิเสธ
    " ตัดมาเส้นนี้เลย ถึงไวดี พรุ่งนี้จะได้ถึงแต่เช้า "

    ' ทริปการทัวน์ ปราสาทหินเขาพระวิหาร ' ในครั้งนี้
    ประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวผม
    คุณพ่อคุณแม่ ผมและน้องสาว

    คุณพ่อผมเลือกพักที่โรงแรมในตัวอำเภอซึ่งคาดว่าคงเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดแล้ว
    ผมก็สบายๆ ไม่ได้เคร่งครัดอะไรกับเรื่องที่นอนมากนัก
    เพราะมันตื่นเต้นมากกว่า
    ที่พรุ่งนี้ จะได้ ยล ' ปราสาทหินเขาพระวิหาร '
    ว่ามันจะอลังการใหญ่โตขนาดไหน
    เคยเรียน และเคยท่องสมัย ป.4 ปราสาทหินของไทยมี
    พนมรุ้ง , พิมาย ส่วนเขาพระวิหาร ต้องคืนให้เขมรไป

    เปิดห้อง 2 ห้อง ผมนอนกับน้องสาว เชคอิน
    ขนของขึ้นไปไว้บนห้องพักแล้วลงไปกินข้าว
    ' มื้อค่ำ ' ในวันนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากตัวโรงแรมมากนัก

    คล้าย ๆ เป็นร้านข้าวต้มประจำอำเภอมากกว่า
    โดยมื้อนี้คงเป็นหน้าที่ของ ' เพื่อนพ่อผม ' ในการเลี้ยง
    พ่อผมมีเพื่อนเป็นคนอีสาน และหรือรับราชการอยู่ที่อีสานมากมาย
    มาเที่ยวถึง ' กันทรลักษณ์ '
    ก็ยังอุตส่าห์ หาเพื่อนมาเลี้ยงจนได้ น่าประทับใจดีจริง

    เพื่อนของคุณพ่อผม รับราชการครู ครับ เป็นผู้หญิง ดูสดใส อบอุ่น ยิ้มง่ายดี
    แถมยังเป็นคนจองโรงแรมให้พวกผมได้นอนอีก

    อาหารค่อย ๆ รรเรียงมาเต็มโต๊ะ ผมก็กินไป สนทนาไปเรื่อย ๆ
    ส่วนใหญ่จะหนักไปทางกินอย่างเดียวมากกว่า
    คือขอบอกตามตรงในตอนนี้เลยว่า...
    รู้สึกร้อนอบอ้าว เหนียวตัวสุด ๆ ไปเลย ( ไม่ได้กินส้มตำอะเป่า ? )
    เมื่อกินข้าวอิ่ม ( ไม่ได้ DrinK อะไรต่อ ) ก็เลยได้ทีขอตัวกลับห้องพัก
    ไปอาบน้ำนอนดูโทรทัศน์ ในห้องแอร์เย็น ๆ ให้สบายใจดีกว่า

    ส่วนคุณพ่อคุณแม่ รวมทั้งน้องสาวผม คงลุกยากแล้วละ
    เนื่องด้วย คงอยากสนทนาให้ได้รสชาติ กับคุณน้าเพื่อนพ่อผม
    ก็พอเข้าใจ นานๆ เจอกันที ผมเลยเดินหงอย ๆ กลับมาที่โรงแรมเพียงคนเดียว

    ก่อนขึ้นห้องพักก็ต้องผ่านเคาเตอร์ต้อนรับแขก
    ผมก็พลันไปสะดุดพบกับ ' รีเฟรชชั่น '
    พนักงานต้อนรับ ( เรียกแบบนี้อย่าคิดว่าโอเว่อร์ไปเลยนะ )

    ตกใจ
    เป็น ' บั่กหนุ่ม ' หน้าตาบ้าน ๆ ได้ใจ แบบไสตล์คนอีสาน นั่งอยู่คนเดียว
    น้องเขาส่งยิ้มให้ผม รอยยิ้มพิมพ์ใจ ใสซื่อ ดูประทับใจมาก ๆ เลย
    ผมเลยส่งยิ้มตอบไปแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ
    แล้วผมก็เดินขึ้นบันไดไปห้องพัก

    มีชายหญิงคู่นึง เดินนำหน้าผมขึ้นไป ระยะห่างคงไม่เกิน 4 ขั้นบันได
    ผมจำหน้าผู้หญิงคนนั้นได้ดี ว่าเป็นพนักงานต้อนรับ
    เหมือน ไอ้บั่กหนุ่มตะกี้นี้แหละ
    ( เห็นหน้าตอนไปเชคอิน ที่เคาเตอร์ )

    ทำไมมาเดินให้ผู้ชายประคองกอดแบบนี้
    แถมยังหายเข้าไปในห้องข้าง ๆ ห้องที่ผมพักอีก
    อะนะครับ ... ผมยักคิ้ว ยิ้มกว้างๆ

    เด็ก 5 ขวบมันยังรู้เลยมั้ง ว่าเข้าไปทำอะไรกัน ?
    ' ประกอบกิจกาม ' กันนะซิ เออ... มีการงี้ด้วยแฮะ ผมขำ ๆ ลังเล
    เอาเหอะ ... นี่ถ้าผมเป็นคนชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน
    คงไปยืนหน้าประตูห้องเขาฟังไปแล้วละ
    อาจจะได้ยิน เสียง สวรรค์เสียว ลอยลอดออกมา
    ประมาณ ..." ซี้ดดด ... โอ้ว ! " อะไรประมาณนั้น

    ผมขำ ๆ ก่อนปิดประตูห้องตนเอง ถอดเสื้อผ้า เข้าไปอาบน้ำ
    โรงแรมนี้ก็โอเคดีเพราะมีแอร์ สภาพห้องก็สะอาดใช้ได้
    ตอนนี้ขออาบน้ำ ... สระผม ล้างคราบเหงื่อไคลออกก่อนละกัน

    " ดูโทรทัศน์ดีกว่า " ผมปรารภต่อตัวเองพร้อมกดรีโมตเลือกช่องที่สนใจ
    " อ้าว...เอะ ? ทำไมมันไม่มีภาพเลยซักช่องนึง " ผมลองไล่กดดูทีละช่อง
    เมื่อมันดูไม่ได้เลยซักช่อง มีแต่เสียงดังซ่า ...

    โดยไม่ทราบสาเหตผมก็คงไม่สามารถจะปรับจูน คลื่นโทรทัศน์
    ให้มันเป็นภาพได้หรอกนะ
    และถ้าคุณเป็นผมก็คงต้องลงไปตามพนักงานต้อนรับที่เคาเตอร์
    มาช่วยดูให้ เหมือนอย่างผมนี่แหละ ใช่ไหมละ ?

    " น้องครับ ! โทรทัศน์ที่ห้องพี่ดูไม่ได้ ช่วยตามใครไปดูให้ด้วย ! "
    ผมลงไปโวยวาย ฮืม
    ไอ้น้องนี่ก็ดี เพราะไม่มีใครอยู่ มันเลยรับอาสาเดินตามตูดผมขึ้นมาต้อย ๆ
    โดยรับอาสาจะมาปรับโทรทัศน์ให้ผม
    ผมก็นึกในใจต่อไป มันจะปรับเป็นเป่าวะ ? ( ผมยังทำไม่ได้เลย )
    เคาเตอร์ข้างล่างใครจะดู เวลามีแขกมาติดต่อ ?

    ไอ้น้องนี่ยืนยุ่งอยู่หน้าโทรทัศน์ได้ไม่นานนักก็ทราบเหตุที่ทำให้ดูไม่ได้
    เป็นเหตุที่ ' อุบาทว์ ' และ ' น่าอาย ' ที่สุด
    " เสาอากาศ ไม่ได้เสียบครับ " ไอ้น้องนี่ ยกจุ๊บสายโทรทัศน์ขึ้นชู
    พร้อมต่อตูดให้ ผมงี้นะ หน้าแตกยับเยินไปเลย โตก็โตกว่า
    ดันเสือกไม่ทันดูข้างหลังโทรทัศน์
    ว่าปลั๊กเสาอากาศมันจ่ออยู่กับตูดอะเป่า

    " พี่ไม่ได้เสียบปลั๊กเสาอากาศนะครับ " ยิ้มกว้างๆมันพูดพร้อมทำลูกกะตาขำ ๆ
    ราวเย้ยหยันผม
    " อ้าว... ! " ผมก็อายอึ้ง รูดซิบปากพูดไม่ค่อยออกละนะ
    " ใครจะไปรู้ล่ะ ? ว่ามันไม่ได้เสียบ "
    มันเลยส่งสายตาประมาณรู้เท่าทัน " พี่หลอกให้ผมขึ้นมาหาพี่หรอครับ ? "
    ผมหันขวับ คิดในใจ... เอะไอ้นี่ ! พี่ยังไม่ได้คิดซะหน่อย
    " ไม่ใช่เว้ย ! มันหลุดจริง ๆ " ผมก็บอกตามตรง

    ก็ยอมรับนะน่ะ ว่าตั้งแต่เห็นไอ้เด็กนี่แต่ทีแรก
    ก็สะดุดตาแบบสุด ๆ ไปเลยเหมือนกัน
    เพราะดูมีเสน่ห์แบบบ้าน ๆ ดี หน้าตาคมคายใช้ได้ ผมตัดสั้น
    หยักศก แบบทรงนักเรียน
    ผิวสีแทน คมเข้ม สมเป็นหนุ่มอีสาน
    เออ... สเป็กอีกแล้วละว่ะ ยิ่งตัวไม่ใหญ่ เล็ก ๆ ล่ำ ๆ แบบนี้
    ขนาดพอดีคำ เอ้ย...พอดีตัว

    กล้ามเนื้อคงฟิตแน่นแน่ ๆ ตามประสาเด็กผู้ชายบ้าน ๆ
    ที่อยู่กับ ธรรมชาติในต่างอำเภอ
    คาดว่าคงไม่ใช่ลูกเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ร้อก คงเป็นลูกจ้างธรรมดามากกว่า
    แบบนี้ในเมื่อมันขึ้นมาแล้วลองคุยกับมันเล่น ๆ ดูดีกว่า
    " พ่อแม่พี่ไปไหนกันหมดละครับ ? "
    " กินข้าวกันอยู่เลย พี่ร้อน ๆ ไง เลยขอตัวขึ้นมาอาบน้ำ "

    การสนทนาต่อจากนี้
    คงเป็นเรื่องทั่วไปโดยเฉพาะเรื่อง การมาเที่ยวปราสาทหินเขาพระวิหาร
    ไอ้บั่กหนุ่มที่คุยอยู่กับผมนี่ชื่อ ' น้องโตน ' ครับ เรียนอยู่ชั้น ม.3 ( ว่าแล้ว )

    คงแตกหรือเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มมาได้ไม่นานนี้เอง
    คงอยากเป็นหนุ่มเต็มที่ เห็นทำผมแต่งตัว
    อยู่ว่าง ๆ ละ เลยมารับจ้อบทำงานที่โรงแรม

    " คุยกับพี่นี่.. . ไม่กลัวเคาเตอร์ข้างล่างไม่มีคนเฝ้าหรอ ? "
    " ไม่ค่อยมีแขกหรอกครับ นอกจาก.... " มันทำตากลิ้งกลอกไปมา
    ผมเลยชักอยากรู้... " นอกจากอะไรวะ ? "
    " มาหาความสุขนะครับ " คำพูดคำจาส่อแววแปลก
    " พี่สนใจสาว ๆ มานอนเป็นเพื่อนคุยซักคนไหมละครับ "
    ประโยคนี้ตีแสกหน้าตรงประเด็นสุด ๆ ตกใจ

    " แบบห้องข้าง ๆ ที่เพิ่งเข้าไปตอนตะกี้นี้นะหรอ ? "
    " แบบนั้นแหละ พี่ สนใจเป่า บอกผมได้นะ รับรอง... "

    อะนะ ... อะนะ ... ยิ้มกว้างๆ
    ไอ้บั่กน้อยนี่ ดันนำเสนอสินค้าเป็น ' ชะนี ' ให้กับพี่อ้นซะได้
    ของแบบนี้ไม่ว่ากัน เข้าใจ เข้าใจ แต่มันยังไม่เข้าใจพี่อ้นนะซิ
    ว่าพี่อ้นชอบ ' ถั่วดำ ' ไม่ชอบหอยแครง

    " ไม่ล่ะวะ " ผมส่ายหัวดิก " ไม่ชอบเย็ดผู้หญิง " น้ำเสียงยังแมนปกติ
    " ถือศีลหรอพี่ ? " มันต่อให้
    ลังเล" พอดีไม่ชอบเย็ดผู้หญิงละวะ ชอบเย็ดตูดผู้ชายมากกว่า "
    ก็เลยพูดตรง ๆ แม่งซะ เพราะไม่มีเหตุอันใด
    หรือควรจะอายอะไรเอากับ ไอ้บั่กหนุ่มตรงหน้านี้มากนัก
    มันทำหน้าทำตาไม่น่าเชื่อถือ...
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย peemai : 18th November 2009 เมื่อ 18:10


  2. #2
    หัวหน้าสาขา รูปส่วนตัว dukdick
    สมัครเมื่อ
    Jul 2009
    ที่อยู่
    บนเครื่องบินบ้าง ที่บ้านบ้าง
    โพส
    233
    อัฐ
    622
    24
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    " จริงหรอพี่ ? พี่เป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันหรอ ? "
    " ก็เออเดะวะ อย่างน้องนี่นะ... "
    ผมลองบีบต้นแขนยั่วมันเล่นๆเพื่อเป็นการยั่วเย้า
    " ใช้ได้เลย ! "
    " อยากได้เงินใช้ไหมละน้อง ? สบายนะครับ เสียวด้วย แค่มานอนกับพี่ "

    เสนอเงินให้น้องเขาแบบง่าย ๆ ก็จะไปยากอะไร ไม่ได้ก็ไม่ได้
    เผื่อ... ฟรุ๊คก็อาจได้
    เคยกล่าว... " แข็งเท่าแข็ง ' เงินง้าง ' อ่อนได้ดังประสงค์ "

    " เห้ย... " มันรีบส่ายหัว " ไม่ละครับ เดี๋ยวตูดผมบาน ! "
    ผมหัวเราะเป็นการใหญ่ ยิงฟันยิ้ม

    ไม่ได้ยินดียินร้ายกับคำปฎิเสธแบบหนักแน่นของ น้องบั่กหนุ่มตรงหน้ามากนัก
    มันชวนผมคุยอีก 4-5 ประโยค ก็ลาผมลงไปนั่งที่เคาร์เตอร์ตามปกติ
    ผมยังแอบกวนด้วยการเดินไปส่งน้องโตน บั่กหนุ่มของเราที่นอกห้อง
    พร้อมกล่าว สุนทรวาจา
    " น้องโตนครับ ถ้าอยากมีเงินใช้ก็ง่าย ๆ นะครับ ... "
    " มาหาพี่ที่ห้องได้ ซัก 2000 พอไหมครับ ? "
    " เหอ ๆ " มันหันหน้ามายักคิ้วให้ผม ไม่ยักโกรธอะไรเล่น ๆ มากกว่า

    แต่หน้านี่เดะ ...
    โคตรแดงเลยวะ ! นี่ขนาด ดำนะนี่ ยังปิดไม่มิด หุ หุ
    ไปแซวเด็กเล่นแบบนี้ ไม่ดีเลยเรา
    ' บั่กน้อย ' แห่งที่ราบสูง มันช่างน่าเชยชมดอมดมเสียนี่กระไร

    ดันมาเสนอ ' สาว ๆ ' ให้ผมเย็ดแต่ตัวมันเองกลับโดนผมเสนอที่จะเย็ดมัน
    อึ้งกิมกี่ไปเลยไหมละนี่ หุ หุ

    ยังไม่ทันจะกลับเข้าไปในห้อง
    ไอ้ห้องข้าง ๆ ก็ ' ทำ ' อะไรกันก็ไม่รู้
    ได้ยินแต่เสียง อะไรกะแทกกับอะไรซักอย่าง
    ดัง ป้าบๆ ผสมผเสปนเป ไปกับเสียงครวญคราง
    แบบเสียวซ่าน...

    โทรทัศน์ก็มี ไม่ยักเปิดเอาเสียงกลบแฮะ ช่างกล้า
    ได้ฟังก็จินตนาการตาม ควยแข็งเกิดอารมณ์ขึ้นมาอีกแล้ว กู
    งานนี้ ก่อนนอน ... ขอสาวว่าวรูดควยตัวเองเล่นอีก 1 ที หุหุ

    เสียงโมบายโฟนของผมดังขึ้น กดรับไปซิ พ่อโทรมา

    สรุปว่า พ่อผมบอกให้นอนไปก่อนเลยก็ได้ไม่ต้องรอ ( คิดว่าผมไม่สบาย )
    เพราะคุณพ่อผมจะไปส่งคุณน้าเพื่อนของคุณพ่อผมถึงที่บ้าน
    ( ตอนมาคงไม่ได้เอารถมา ) คุณแม่ผมไปด้วย น้องสาวผมก็คงไปด้วย
    ทิ้งให้ผมนอนคนเดียว แต่ก็ดีแล้วละ เพราะถ้าจะให้ชวนไป ก็คงไม่ไป
    อยากนอนตากแอร์เย็น ๆ สบาย ๆ ใส่ชุดนอน ( กางเกงในก็ไม่ใส่ )
    ก็ว่าจะหลับแล้วละ พรุ่งนี้จะได้มีแรงเดิน และป่ายปีน
    เขาพระวิหาร อยู่ลึกเข้าไปอีกพอสมควร เท่าที่ดูจากแผนที่

    ป๊อก ๆ
    เสียงเคาะประตูห้องดัง
    ผมก็คิดว่าคงเป็นน้องสาวตัวแสบของผมเลยเดินไปเปิดประตูให้
    ปรากฎว่ามิใช่ หากเป็น ' ไอ้บั่กโตน ' ยืนเจี๋ยมเจี้ยม อยู่
    มันมาหาเราด้วยเหตุอันใดอีกละนี่ ? มาเสนอ ' ชะนี ' ให้พี่อ้นอีกหรือไง
    " พี่ครับ... นอนคนเดียวหรอ ? "
    " ก็เออนะเดะ ! " ผมชักผิดศีลข้อ มุสา " เหงาโคตรเลย น้องโตนว่างหรอ ? "
    " ครับผม " มันพยักหน้าประกอบไปด้วย
    " เข้ามาตากแอร์เย็นข้างในดีกว่า " ผมกระลิ้มกะเลี่ย " มาคุยกันนะ ... "

    ก็อยู่คนเดียว มีบั่กโตนมาคุยเป็นเพื่อนท่าจะเฮฮาดี
    และที่ผมเชื้อเชิญมันเข้ามา เศร้า

    อย่าคิดว่าผม ' หวัง ' จะแอ้มมันหรอกนะ ( ไม่ชอบ ขืนใจใคร )

    ก็แค่ชวนมันมาพูดคุยเฉย ๆ ตามประสาคนในพื้นที่
    มีอะไรจะได้เล่าสู่กันฟังสนุก ๆ
    เผื่อบางทีความน่าเอ็นดูของมัน อาจจะทำให้ผม จ่ายค่าขนมให้มันบ้างก็ได้
    ก็เข้าใจมันนะ ว่าฐานะทางการเงิน ก็คงไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่
    " ไม่อยู่เฝ้าที่เคาเตอร์แล้วหรอ ? "
    มันส่ายหัว " ไม่แล้วครับ ให้สาว ๆ เขาเฝ้าบ้าง "
    " เรียนเป็นไงบ้างละ ? " ผมชักเนือย ๆ ไม่รู้จะชวนมันคุยเรื่องอะไร
    " ดีครับ... "
    " อืม... คนไทยใช่ไหมเรา " เห็นผิวคล้ำ ๆ คิดว่าเป็นพวกเขมร
    " ผมคนไทยเดะพี่ ! เดี๋ยวเอาบัตรประชาชนมาให้ดูซะเลย "
    ผมเลยขำ ๆ " อายุเท่านี้ ทำบัตรได้แล้วไง ไหนลองร้องเพลงชาติเดะ 55 "
    " พี่นี่น้า.. กวนจริง ๆ " มันชักรื่นรมย์ ยิ้มกว้างๆ" แถวนี้ก็คนเขมรเยอะครับ "
    " พูดเขมรได้เป่า ? " ผมติดสบายจึงล้มตัวลงนอนบนเตียงข้าง ๆ มัน

    ผิวมันคล้ำแทนได้ใจ แต่ไม่ได้ดำมืดสนิทไปเลย และเนียน
    มัดกล้ามตึงแน่นตามประสาเด็กหนุ่มบ้าน ๆ
    ที่สามารถออกกำลังกายทำงานอยู่ตลอดเวลา
    สำเนียงการพูดจาก็ออกแปร่ง ๆ ติดจะว่าวอีสานอยู่ในที
    หรือ จะพูดภาษาเขมรก็ไม่อาจทราบได้
    " ว่าวอีสานให้พี่ฟังก็ได้ พี่ฟังรู้เรื่อง " ผมอมยิ้ม ลังเล

    มันเลยคุยจ้อใหญ่เลย
    ตอนนี้ผมก็คงต้องทำความเคยคุ้นกับมันให้มากพอควร
    เพื่อให้ลดความประหม่าขวยเขินให้ลดน้อยถอยลงไป
    ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะมันเริ่มไว้ใจผม
    เริ่มเล่าความเป็นมาของตัว
    เด็กหนุ่มบ้าน ๆ แบบนี้ ซื่อดีครับ ไม่มีเล่ห์เลี่ยม
    ผมชอบคบคนแบบนี้ เพราะเท่าที่เจอและสัมผัส
    มีแต่พวก ทำตัวเป็น ' ดราม่า ' ซ่อนหัว - แสดงหาง อยู่ตลอดเวลา

    นึกว่าผมไม่รู้ ' ธาตุแท้ ' เรอะ... เหอะ ! น้อยไปซิ
    รู้แล้วไม่อยากพูด หากมิใช่เกี่ยวกับตน

    เมื่อช่องว่างลดน้อยลง ความต้องการในใจก็เพิ่มขึ้น
    ผมพอรู้แล้วละ ว่าที่มันขึ้นมาหาผม มันต้องการมา ' ทำ ' อะไร ?
    ต้องการมาทำคำ ' สนอง ' ให้กับคำ ' เสนอ ' ของผมเมื่อตอนหัวค่ำนะซิ
    เพราะน้องโตนเริ่มด้วยการกล่าว...
    " เหนียวตัวจังเลยครับ นาน ๆ ได้นอนห้องแอร์ที เย็นดีครับขออาบน้ำได้ไหมพี่ ? "
    " เห้ย... 55 " ผมหัวเราะแต่แววตามันระยับพร้อมจับเหยื่อ ยิ้มกว้างๆ
    " ถอดเสื้อ แก้ผ้าเข้าห้องน้ำ ระวังตัวไว้นา "
    " ระวังยังไงละครับ ? " หน้าน้องโตนชักจะแดงซ่านขึ้นมาอีกครั้ง
    " โดนพี่จับสอยตูดขึ้นมาทำไงละ ? "
    " พี่ให้ผมเท่าไหร่ละ ? " มันก็ใช่ย่อย

    กล้ามา ผมก็คงต้องกล้าตอบ เพราะลงอีหรอบนี้แล้ว หมดปัญหา
    สัญญาเกิด เมื่อคำเสนอ - สนองต้องตรงกัน

    " ก็ถอดเสื้อผ้าก่อนเดะ " ผมจับมันถอดเสื้อ แก้กางเกง
    จนเหลือแต่ตัวเปลือยเปล่าล่อนจ้อน
    เหลือแต่อันเดอร์แวร์สีน้ำเงิน ขอบยืดเปื่อย บ่งบอกถึงระยะเวลาการใช้งาน
    พอเป็นชีเปลือยมันก็ชักขวยเขิน เพราะเอามือกุมกล่องดวงใจไว้ตลอดเวลา
    " พี่อะครับ " มันหัวเราะ ยิ้มกว้างๆ " เหอะ ๆ อย่าจ้องผมแบบนั้นซิครับ "
    " เรามันหุ่นดีนะนี่ " ผมลูบไล่ไปตามแผงอก หัวนม

    แม่ง... ก็เพิ่งจะเป็นผู้ใหญ่อะนะ
    มันก็คงไม่สมบูรณ์แบบอะไรมากนัก
    แต่ได้กลิ่นเหงื่อโชย พร้อม ๆ ความเหนียวของเหงื่อ
    ผมจึงอนุญาตให้มันเข้าไปอาบน้ำ
    ที่จริง ผมก็อยากไปช่วยอาบให้น้องโตนเหมือนกัน
    แต่ก็ไม่อยากเปียกซ้ำอีก มานอนอดใจควยแข็งรอมันบนเตียงดีกว่า

    ภาวนาขอให้นังน้องสาวตัวดีอย่าเพิ่งกลับมาเลย

    ใจชักเต้นตึก ๆ ไม่เป็นจังหวะ จะโคน ไอ้น้องโตน นี่มันก็กล้าดี
    แต่ก็อย่างว่าเนอะ... " ด้านได้ อาย อด "

    แค่คืนเดียว กับผม แล้วก็จบ
    จบแล้วมันก็ลืม กลับเป็นเด็กผู้ชาย บั่ก ๆ ของมันตามเดิม
    จะมีอะไรให้ยี่หระ นักหนาเล่า
    เงินมันไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ ด้วยการเสกมาซะเมื่อไหร่ละ

    " ขอผ้าเช็ดตัวหน่อยครับ " มันยื่นหน้าจากประตูห้องน้ำ
    เปียกลู่ไปทั้งผมทั้งตัว กางเกงในก็ไม่ยอมถอด ปล่อยให้เปียกไปกับตัว
    สมความเป็นบ้าน ๆ จริง ๆ
    ผมเดินไปยื่นผ้าเช้ดตัวให้มัน
    พร้อมเอื้อมมือไปบีบเป้าควยมันเล่นหน่อยนึง แม่งยังนิ่มอยู่เลย

    " อย่าจับซิครับ... " มันปัดป้อง " เดี๋ยวเสียว "
    " อย่ามาทำอายกับพี่เลยน่า มาสนุกกันดีกว่า "
    ว่าแล้วผมก็ดึงตัวน้องโตนให้ทรุดนั่งลงบนเตียง
    แล้วผมก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไป พิสูจน์ ความหวานหอม ของวัยเด็ก
    ผลักตัวน้องโตนให้นอนหงายลงบนเตียงส่วน
    ผมก็ขึ้นคล่อมตัวน้องโตนเลย ( ท่าทางแบบหื่นสุด ๆ )
    เด็ก ๆ แบบนี้ เคยมี SEX กับสาวที่ไหนมาก่อนอะเป่าเหอะ

    ดูท่าทางขี้อาย อายจัง สั่นเกร็งไปหมด
    สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ
    เอาเหอะ พี่อ้นจะสอน ' บทรัก ' ให้ถึงพริกถึงขิงเลยทีเดียว
    มีแต่เสียว กับ เสียว
    ผู้ชายก็ผู้ชายเหอะวะ ... เย็ดมาเยอะแล้ว !

    ก้มหน้าลงไปดูดปากกับน้องโตนดีกว่า ตอนแรกมันหุบปากแน่นสนิทเลยครับ
    หลับตาเกร็ง ผมเลยต้องใช้ปลายลิ้นดุนยัดเข้าไปในปากมัน
    พร้อมฉกลิ้นเข้าไปผัวพันเนื้อตัวมันสั่นระริก คงเสียวแบบแปลก ๆ

    เคราและหนวดของผมก็ไม่ได้โกน
    คงได้ถูไถไปตามแก้มใส ๆ ของไอ้น้องโตนเป็นแน่แท้
    ไม่นานนัก มันชักผ่อนคลาย หายเกร็ง
    ทำการแลกลิ้นกับผมด้วยความยินดีปรีย์เปรม
    น้ำลายโคตรหวาน ลิ้นก็นุ่ม ไม่สากแบบผม
    ดูดปากพอหอมปากหอมคอก็ต้องตามด้วยการไซร้คอ
    เจอลีลาการตวัดเลียด้วยลิ้นของผมเข้าไป
    เด็ก ม.3 อย่างเจ้าบั่กโตนจะไปเหลือสติอะไร

    ก็ได้แต่เผลอคราง... " ซี้ดดด... " กล้ามเนื้อกระตุกเกร็งไปนะซิครับ
    หัวนมแข็งเป็นไต ขนลุกเป็นตุ่ม ๆ ผุดพราวไปทั่วทั้งตัว
    แบบนี้ ... เสียวได้ใจไหมละครับ น้องโตน ?

    ผมชักครึกครื้นได้อารมณ์ ไม่นึกว่าการเร้าโรมเด็กผู้ชาย ม.3
    จะได้อารมณ์มากมายขนาดนี้
    เลยเผลอกัดหัวนมของมันเข้าไป แลบลิ้น
    " โอ้ยยย ! " มันร้องดัง " อย่ากัดนมผมเดะ "

    ผมยักคิ้วให้มัน 1 ที
    พร้อม ๆ ส่งสายตาซาดิสต์แกมหื่นให้มันกลับออกไป
    " พี่อย่าทำแรงซิครับ ผมขอละ "
    ผมไม่ฟังเสียงอะไรจากมันอีก
    จับมันยกแขนขึ้น ก้มหน้าลงไป ...โลมเลียด้วยลิ้น
    ตามรักแร้ ขนรักแร้ยังขึ้นไม่เยอะเท่าไหร่ เจอลิ้นพี่อ้นละเลงไปทั่วซะแล้ว
    ถึงปราการด่านสำคัญ ตลอดเวลาการไซร้ด้วยลิ้น
    มือผมก็อยู่ไม่เป็นสุขหรอกนะครับ

    ทั้งลูบ บีบ คลึง ควยของไอ้น้องโตน อยู่ตลอดเวลา จนมันชักแข็งได้ใจ
    แม่งอันไม่น้อยไม่ใหญ่ แถมงอนิด ๆ แข็งบนกอหมอยเพียงขยุ้มมือนึง
    มันช่างน่ารัก
    ผมไล่ลิ้นต่ำลงมาจนถึงพวงกะโปกของมัน ก็ดึง กางเกงในออก
    ควยแข็งเป็นลำ ที่ปลายรูเยี่ยวมีน้ำใส ๆ เล็ดออกมา
    มันปิดตาใหญ่ สงสัยคงอาย
    ผมยังใช่มือรูดหนังควยมันเล่น
    หัวเปิดแล้ว แต่ยังแดงอมชมพู คาดว่าคงไม่เคยใช้งาน
    " โตน เคยโดนสาวอมควยให้ไหมครับ ? "
    " ไม่ครับ มันเสียวไหมครับ ? "
    " งั้นลองดู เดี๋ยวพี่ทำให้ "

    มันสั่นเกร็งไปหมด เอาผ้าห่มมาปิดหน้าปิดตาใหญ่
    แค่ควยเด็ก ม.3 เอาเหอะ จะอมแม่งให้แตกคาปากเลยคอยดู

    ซัดควยเจ้าบั่กโตนด้วยลิ้นและอุ้งปากของผมเข้าไป แม่งแข็งจัด ขมิบหัวควย
    น้ำเงี่ยนหวาน ๆ ใส ๆ เล็ด ปี้บ ๆ ออกมาเต็มที่เลย เต็มลิ้นผมเลย สุดยอด
    น้ำเงี่ยน เด็ก ม. 3 มันก็หวานดีนะ ฉ่ำปาก ฉ่ำลิ้นดี
    มันชักจะเสียวเกินลิมิต เนื่องจากมันเอื้อมมือมาจิกหัวผมแน่น
    " อู้ววว ... พี่ครับ เบา ๆ หน่อยครับ ผมเสียว " เนื้อตัวบิดเกร็ง
    แอ่นสะโพกไปเบื่องหน้า
    อายจัง

    " หำ ... น้องโตนน่าเลียนี่ครับ ขอพี่ดูดหน่อยนะ "
    ขบเลียตรงเส้นสองสลึงตามต่อด้วยโคนควยพวงกะโปก และขบเบา ๆ
    จนพวงกะโปกหดแข็งไม่เป็นพวงห้อยย้อยเหมือนแต่ทีแรก
    " ซี้ดดดด มันขยำหัวผมเล่น เบา ๆ หน่อยครับ พี่ เบา ๆ คาบบบ "




    ไงละ เจอวิชา ' ชิวหาพาเพลิน ' ของพี่อ้นไป ชายแท้ก็ชายแท้เหอะวะ !
    น้ำควยเกือบแตกได้เหมือนกัน
    แล้วจะมาปฏิเสธ ' ปาก ' เพศเดียวกันไปทำไมวะ ? ไม่มีไรเสียหายซะหน่อย

    ซัดกะโปกและหัวควยมันเข้าไป จนชักแข็งได้ใจ ก็คงพอ เพราะมันร้องเสียงหลงน้ำควยเล็ด
    แบบ ปี้บ... ๆ
    " พี่ครับ... พอก่อน ... พอก่อนครับ ผมจะออกแล้ว ! "
    ผมเลยต้องพอ เก็บน้ำควยมันไว้ก่อนเหอะ
    " อู้ววว ครับผม "

    พอผมคายหัวควยมันออกมาได้เท่านั้นแหละ
    น้ำเงี่ยนเยิ้มเล็ดเป็นสายออกมาเลยละครับ
    แม่ง... สุดยอด !
    ผมจึงล้มนอนหงานลงบนเตียงข้าง ๆ มันบ้าง
    เพื่อให้มันใช้ปากกับเครื่องเพศอันใหญ่ยาวของผมบ้าง
    ตอนนี้ควยผมโคตรจะแข็งโป้กเลยละ
    ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว อยากลองเจอลิ้นเด็ก มันเลียดูบ้างซิ
    มันจะเป็นไงวะ ?

    ดึงกางเกงขาสั้นออก จับท่อนควยให้ตั้งฉากไปกับหน้าท้อง
    มันคงเป็นภาพที่สร้างความหวั่นไหว
    และปั่นปวนทางอารมณ์ให้กับเจ้าบั่กโตนได้เป็นอย่างมาก
    เพราะว่า ' ปลาช่อนของดีเมืองสิงห์ ' แบบผม
    มันทั้งใหญ่ยาว หัวควยถอกแดง เส้นเลือดขึ้นเต็มนะเดะ
    ( คนระรุ่นกับของเจ้าบั่กโตนเลยละ )

    " โม้คให้พี่หน่อยเดะ "
    ผมไม่พูดเปล่าเชิงบังคับมันด้วยการกดหัวมันลงบนควยผม
    " เออ... พี่ครับ " มันรีรอแถมยังแข็งขืน " ผมไม่เคยทำนะครับ "
    ผู้ชายที่ไหน ก็ต้องพูด ' แบบนี้ ' มันจะหาลึงค์ที่ไหนมาอมละ ?
    " ไม่เคยก็ลองเดะ ! " โกรธ ผมทำน้ำเสียงแนวหื่น " ทำแบบที่พี่ทำให้เราตะกี้นี้ไง " อายจัง
    " ไม่ไหวมั้ง ... ผมไม่เคยทำ ... ทำไม่ได้หรอกครับ "
    มันส่ายหัวทำหน้าทำตาน่าสงสาร


  3. #3
    หัวหน้าสาขา รูปส่วนตัว dukdick
    สมัครเมื่อ
    Jul 2009
    ที่อยู่
    บนเครื่องบินบ้าง ที่บ้านบ้าง
    โพส
    233
    อัฐ
    622
    24
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    ' อมควย ' มันคงยากกว่าการ ' เลียหอย ' เป็นแน่แท้
    ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายมันก็ต้องมีบ้าง
    แต่ก็นะ เมื่อเทียบกับค่าของเงิน
    ค่าของศักดิ์ศรี กับค่าของเงิน อะไรมีค่าเหนือกว่ากัน ?
    ' ฝืนใจ ' แค่นิด มันก็คงต้องคิดลอง

    ผมเลยนอนลงเฉย ๆ ตาก็เฝ้าดูบั่กโตนเอามือขวาของตนรูดหนังควยของผม
    ให้เปิดออกหมด พินิจพิจารณา และทำใจไปเพียงชั่วครู่
    ก็คงคิด ... เอาละวะ กู เอาไงเอากัน แค่ ' ควย ' อมไปก็ไม่คงไม่ยาก
    ( เหมือนกินไส้กรอกอีสานนั่นแหละ )
    จ้วบบบบบ....!

    ลีลาของผู้ชายที่โดนบังคับให้อมควยมันก็คงไม่มีลีลา
    หรือ กลเม็ดแพรวพราวอะไรมากนัก
    ก็แค่ ... โม้คควยผม บ้วบขึ้น ... บ้วบลง อยู่เพียงเท่านั้น
    แถมเม้มหัวควยผมซะฟิตควยสุด ๆ ไปเลย
    " เห้ย... ไอ้โตน " ผมนอนสั่ง " จะเม้มปากเข้าไปทำไม ทำปากกว้าง ๆ เดะ "
    " ครับ ๆ "

    มันโม้คควยผมลงคอมันได้เพียงแค่ครึ่งลำก็คงเต็มที่
    เต็มอารมณ์ของมันแล้วละ
    ชักเสียวหัวควย เพราะภาพตรงหน้า มันน่ารัก ดี
    เด็ก บั่ก ๆ บ้าน ๆ กำลังขมีขมันในการอมควยผมเข้าไปในปาก

    ทำหน้าทำตาพะอืดพะอมไม่มีความสุข ควยผมก็เริ่มเสียวขึ้นมาบ้าง
    เพราะมันไม่ใช้ลิ้นของมัน พลิกแพลงช่วยด้วยกับหัวควยผมเลย
    ใช้แต่ปาก บ้วบเข้า บ้วบออกแต่อย่างเดียว
    ชักสงสารมัน ผมจึงอนุญาตให้มันพอได้แล้ว

    มันดีใจ รีบถอนปาก วิ่งเข้าห้องน้ำ หาน้ำกรอกปากล้างลิ้นเป็นการใหญ่
    โม้คควยผมไป น้ำเงี่ยนผมก็เยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่เล็ด
    ใครก็ตามที่อมควยผมไม่ต่ำว่า 30 นาที
    ลิ้นจะไม่รับรู้รสชาติใด ๆ นอกจากความคาวของน้ำควยผม

    " จะอ้วกไงวะ ? ไอ้โตน " ผมถามขำ ๆ
    " เกือบเลยพี่ ... โห่ ...! หำพี่ใหญ่มาก ! " มันเน้นเสียง เศร้า
    " เย็ดหีใครไปบานแน่ ๆ เลย "
    " ไม่ค่อยชอบเย็ดหีวะ ชอบเย็ดตูดมากกว่า "
    " ขี้... ไม่ต้องเบ่งเลยมั้งพี่ "
    " อยากลองไหมละ ขี้ทีเดียว ไม่มีเสียง ดัง เพ่าะ เพ่าะ น่ะ หุ หุ " ผมยั่ว ๆ
    " ไม่ไหวมั้งพี่ "

    ผมเลยหยิบกระเป๋าตังค์มานับแบงค์ พัน ยื่นให้มันไป 3 ใบ
    " อะพอไหมเท่านี้? จะได้ไม่ต้องมาทำงานที่นี่ "

    พอเห็นเงินมันเงียบเลยล่ะ คิดหนัก... คุ้มกันไหม ? ตูดกู ...กะเงินเท่านั้น
    เด็ก ม.3 เงินเท่านี้ และอยู่แบบ บ้าน ๆ แบบนี้ ก็นับว่ามาก
    " เย็ดตูดนะ ไม่เจ็บหรอก " ผมปลอบ
    " ตูดมันขยายได้มากกว่าหีนะ เพราะมันมีหูรูด "
    มันพยักหน้า..... " ลองดูก็ได้ครับ ! "

    เงินคราวนี้ใช้กับคนได้ สัมฤทธิ์ผลแฮะ

    ผมจับมันนอนคว่ำลงบนเตียง จับมันอ้าขาออก แม่งแก้มก้น งอนดี
    ถึงจะไม่ค่อยเรียบเนียน
    ตามประสาหนุ่มบ้าน ๆ ก็เหอะ น่าเย็ดวะ
    ผมจับมันอ้าขา รูตูดที่สะอาด ฟิตแน่น ขนตูดยังขึ้นไม่เต็ม

    ก็แหกบานรอลิ้นผมอยู่
    เอาละวะ กู ขอซัดตู้เย็นบั่กโตนหน่อยละกัน
    ผมเลยก้มหน้าซัดด้วยลิ้นไปซะ สภาพรูตูดของไอ้บั่กโตน เปียกชุ่ม
    แถมขมิบตอดลิ้นผมอยู่ตลอดเวลา
    " โอ๊ะ โอ๊ะ .... พี่ครับ อย่าครับ อย่าแกล้งตูดผม "

    พยายามคลานหนีแต่ก็ช้าไป เพราะผมจับสะโพกมันไว้แน่น
    กระหน่ำไม่ยั้งด้วยลิ้น
    เหอ ๆ ตูดเด็กผู้ชายม. 3 แบบนี้ ขมิบตอดลิ้นผมดีนัก
    ขมิบแบบ " ดาวกระพริบ " อะครับ เข้าใจไหม
    เด็กก็คงเป็นเด็กแหละครับ ไม่เคยเจอของดีแบบ ลิ้นพี่อ้นนะซิ
    พอเจอเข้าหน่อย กระสันต์เสียวไปทั้งตัว แบบไม่มีเม้มเลย

    เยิ้มเหนียว... ฉ่ำรูของน้องโตนไปหมดแล้ว
    ด้วยน้ำลายผมผมลองเล่นให้หนักขึ้น
    โดยการหยิบโลชั่นทาผิวมาโฉลมที่นิ้วชี้
    แล้วค่อยราดละเลงลงไปในรูตูดร่องก้นฟิต ๆ ของน้องโตนเขา
    แล้วใช้ปลายนิ้วเขี่ยวน ๆ พอจังหวะเผลอ

    ( ตอนกำลังเสียวตูด ครางซี้ด ... ซ้าด )
    ยัดปลายนิ้วชี้เข้าไปเลย
    " โอ๊ะ ... โอ้ยยยย พี่... อย่าแหย่เข้ามาซิครับ "
    " เอาน่า... ขอลองหน่อย "

    ทีนี้คาไว้อีกนิดแล้วแช่คาไว้
    พอกล้ามเนื้อหูรุดของน้องโตนเขาหายเกร็ง
    ก็กระเถิบนิ้วเข้าไปอีก
    ทีละนิด ทีละนิด จนมันแทบไม่รู้สึก
    พอรู้ตัวอีกที ก็สะดุ้งโหยง เพราะมันมิดด้ามนิ้วชี้ผมแล้ว !
    " โอ้ยยยย !... " มันร้องดังลั่น เจ๋งสั่นเกร็งไปทั้งตัวกอดหมอนแนบแน่น
    " เจ็บครับ พี่ "

    น่าสงสารนิ้วผมมากกว่า เนื่องจากโดนขมิบตอด แถมยังอุ่น ๆ นิ้วแทบจะแหลก
    ผมแช่นิ้วคาไว้ ทั้งแน่น ทั้งอุ่นตอดรัด อู้ววว... เจอควยกูเย็ดเข้าไปจะเป็นไงวะเนี่ย !
    พออยู่ตัวดี คลายการเกร็ง การขมิบตอดรัดแล้ว ก็ค่อย ๆ ดันเข้าไปอีก
    ดันเข้า... ดันออก ... ให้มันพอหลวม

    ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาจนมั่นใจว่าน้องโตนเขาหายเกร็งแล้วหายตอดแล้ว
    นิ้วชี้ผ่านไปด้วยดี ตามด้วยนิ้วกลาง ยัดเข้ายัดออก
    ทีแรกมันก็ร้องโอด...โอย ... ทีหลังมันชักครางน้อยลง ( คงเริ่มอยู่ตัว )

    ผมจับตัวมันให้หันกลับมานอนหงาย
    มั่นใจว่าได้เย็ดแน่ เพราะมันไม่มีทีท่าต่อต้านผม
    เจอนิ้วผมเล่นตูดไปตั้ง 2 นิ้ว เจอควยผมไปอีกหน่อย คงไม่กระไรนักหนา
    เอาหมอนรองตูดไว้ จับขามันยกขึ้น ควยมันหดลงอีกแล้ว

    ท่าจะหมดอารมณ์ เอาล่ะนะ เรื่องนั้นค่อยว่ากัน
    ผมฉีกซองถุงยาง จัดการสวมใส่ลงบนน้องชายของตัว
    ใจจริงผมก็อยากเย็ดสดมากกว่านะ แต่ก็กลัวขี้ติด
    ถ้าขี้ติดปลายควย ก็จะเหม็น หมดอารมณ์ และอาจจะทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบ
    เป็นหนองในเทียมได้อีก...

    จับมันเอาหมอนรองก้น ยกขามันให้สูงขึ้น
    จ่อควยให้ตรงกับรูตูดของเจ้าบั่กโตน
    แล้วบีบโลชั่น... โฉลมให้ทั่วตูดแล้วลำควย
    ค่อย ๆ จับดันควยเข้าไป มันหลับตาเกร็งแน่น คงพร้อมทำใจ
    คืนนี้... ถึงวันชะตาตูดขาด ... คว้าผ้าห่มมาปิดหน้าปิดตาใหญ่
    " อย่าเกร็งครับ อย่าเกร็ง เลิกขมิบได้แล้ว "
    ดันเข้าไป ไม่ทราบว่าเข้าไปมิดด้ามได้อย่างไร
    ผมรู้แค่ ควยผมโดนขมิบตอด อย่างกระหน่ำ แบบสุด ๆ

    บางจังหวะการดันควย มีเสียงดังซ่วบ ... เหมือน เสียงอะไรฉีกขาด
    มันร้องประกอบการดันตลอด
    ไม่...โอ้ย ก็ โอ๊ะ... แต่ไม่ยักครางแฮะ
    พออยู่ตัว ผมก็คุกเข่าทำการซอยเย็ดมันเข้าไปเองเลยครับ
    ดัง พั่บ ๆ เบา ๆ หน่อย ห้ามแรงนะครับ เดี๋ยวตูดบั่กโตนมันจะแหกเอา

    มันเริ่มร้องใหม่อีก คงร้องด้วยความเจ็บแต่เพียงประการเดียว
    " โอ๊ยย โอ๊ะ ... ผมไม่ไหวแล้ว "
    เข้าใจตูดของเด็กผู้ชายละนะ ว่าเจอควยขนาดเท่าผมเข้าไป
    อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง
    ' แหก ' กระจายนะเดะ

    ป้าบ ๆๆ
    ผมชักเพิ่มจังหวะ
    เย็ดท่านอนหงายเล่นไปซัก 10 นาที ขออีกท่าด้วยท่าหมาเงี่ยน
    จับน้องโตนให้พลิกตัวนอนคว่ำ พร้อมคลาน 4 ขาท่าหมา
    จัดท่าทางด้วยความทุลักทุเลพอสมควร เพราะผมไม่ได้ถอนควยออก
    ซอยเย็ดต่อไป เย็ดท่าหมาเงี่ยน ค่อยถนัดขึ้นมาหน่อย
    เพิ่มจังหวะให้แรงและเร็วมากขึ้นเป็น 2 เท่า
    ผมเองก็ต้องเร่ง SpeeD ควยตัวเองด้วยความเต็มที่อีกเช่นกัน
    ไม่อยากให้เด็กเจ็บตัวนาน ( เป็นคนไม่ซาดิสต์ขนาดนั้น )

    เย็ดไปไม่ถึง 10 นาที ผมก็ถอนควยออกดึงถึงยางทิ้ง มีเลือดติดขึ้นมาอีก
    สาวว่าว รูดควยตัวเอง ถูไถไปตามร่องก้นของเจ้าโตน
    ไม่นานครับ ไม่นาน ก็ถึงสวรรค์
    " ซี้ดดด โตนครับ พี่ไม่ไหวแล้ววะ เหี้ยเอ้ย... ! "
    " ซี้ดดดด "
    น้ำกามอุ่น ๆ ก็สาดลงไปบนบั้นท้ายของเจ้าโตนเยิ้มชุ่มไปหมด
    แล้วผมก็ลุกขึ้น ลากมันเข้าไปอาบน้ำ ล้างตูด ล้างตัวให้สะอาด
    ผมล้างหำมันด้วยการใช้ลิ้น ตวัดเลียที่หัวควยมัน โม้คควยมันเข้าไปในปากบ้าง
    เลียหัวควยมันให้ ชักว่าวให้มันบ้าง มันคงเสียวจัด
    ( ลืมความเจ็บตูดไปชั่วขณะ )

    เจ้าบั่กโตนถึงกับอั้นความเสียวของควยตัวเองไม่ไหว
    ก็ปล่อยน้ำรักหวาน ๆ อุ่น ๆ ให้สาดเรอะเข้าไปในปากผม แบบเต็มลิมิต
    แม่งท่าจะไม่ได้ชักว่าวมานาน น้ำควยถึงได้หวานและโคตรเยอะเลย
    เด็ก ๆ แบบเจ้าน้องโตนนี่ดีอย่าง น้ำเงี่ยนหวาน ไม่คาวขม เสียวง่าย
    แตกไว ต่างกับพวก 20 UP ที่ฉ่ำชองประสบกาม

    เจ้าบั่กโตนนอนแผ่หราลงบนเตียงตามปกติ
    ด้วยลักษณาการเหนื่อย และทำน้ำเสียงโอดโอย เศร้า
    " พี่ครับ ... พี่ครับ ... อู้วววว ผมเจ็บตูดมาก ๆ เลย " มันคลำตูดมันป้อยๆ
    " เอาน่า.... นอนซักงีบ พรุ่งนี้ก็คงสบายตัว "

    มันเช็ดตัวจนแห้ง แต่งตัว และก็ลาจากไป
    แต่กว่ามันจะไป ก็สร้างความหวาดหวั่นใจให้กับผมพอดูเลยละ
    เพราะถ้าเกิดน้องสาวผมกลับมาล่ะ ? จะทำไง ? แต่ผมก็ไม่โง่มากนะ
    ต้องลองโทรเข้าไปถามเป็นระยะ

    โชคดีที่บ้านคุณน้าเพื่อนพ่อผมอยู่ อีก อำเภอหนึ่ง
    ห่างจาก อ.กันทรลักษณ์ อยู่พอสมควร
    แต่ก็เป็นดังคาด พอเจ้าบั่กโตนลับห้องผมไปไม่นานนักน้องสาวผมก็กลับมา
    แถมยังมีหน้ามาแซวผม ...
    " แหม... นอนเอกเขนกสบายเชียวนะ "
    อะนะครับ ผมหัวเราะ ... หุ หุ

    จะให้ผมตอบว่ายังไงดีละ ?
    วันฟ้าหม่น...ยล... " ศรีศิขเรศวร "
    วิหารสวรรค์ ศาสนสถานไร้พรมแดน


    โดย ? พชร. ?


  4. #4
    หัวหน้าสาขา รูปส่วนตัว dukdick
    สมัครเมื่อ
    Jul 2009
    ที่อยู่
    บนเครื่องบินบ้าง ที่บ้านบ้าง
    โพส
    233
    อัฐ
    622
    24
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    บนลานจอดรถของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อช. เขาพระวิหาร
    อันเป็นประตูเปิดสู่ปราสาทเขาพระวิหาร
    คลาคล่ำไปด้วยรถของนักท่องเที่ยวแลนักทัศนาจรมากมาย

    ผมและครอบครัวหาที่จอดรถแบบเหมาะเจาะ
    ก็ต้องเริ่มเดินเท้ามุ่งสู่ตัวปราสาท
    เดินเล่น ๆ ซัก 30 นาที ก็ถึงพรมแดนไทย - เขมร
    แม้จะเป็นเส้นทางเดินเล็ก ๆ แต่ก็ค่อนข้างสะดวกสบาย
    สองข้างทางยังอุดมไปด้วยทุ่งหญ้าและป่ารกชัฎอยู่

    สุริยาอาภาแสงกระจัดกระจาย ท่ามกลางที่ราบสูงของเทือกเขาพนมดงรัก
    ซึ่งเป็นปราการธรรมชาติกั้นเขตแดน ระหว่าง ไทย กับ เขมร
    ' พนมดงรัก ' ถ้าจะอ่านแบบเขมรนั้น ก็คงต้องอ่านว่า ' พนมดงแร๊ก '
    ซึ่งหมายถึง ' คานหาบ '
    เพราะภูเขาลูกนี้มีสันฐานที่แบนราบนั่นเอง



    แต่เดิมทีนั้น ในอาณาบริเวณนี้
    มีกลุ่มชนดั้งเดิมหลายเผ่าพันธ์ซึ่งอาศัยอยู่กระจัดระจาย
    โดยอาศัยความสมบูรณ์ของ ' ลำตราว ' เป็นสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต
    กลุ่มชนที่สำคัญได้แก่ พวก กวย หรือ กูย หรือ ส่วย
    ( ในสมัยอยุธยาเรียก ' เขมรป่าดง ' ) เป็นคนผิวดำ

    อยู่ในชาติพันธ์เดียวกับข่า
    พวกนี้มีความชำนาญในการจับช้าง , ฝึกช้าง และ เลี้ยงช้าง

    ดังนั้นในดินแดนแถบนี้ ในสมัยโบราณจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
    กับเมืองพระนคร... กัมพูชา โดยได้รับอิทธิพลทางศิลปะ จากขอม
    หลอมรวมเป็นวัฒนธรรมของตนเองด้วย

    เมื่อเอ่ยถึง ' ชนชาติขอม ' เราต้องนึกถึง ความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์
    และอำนาจที่เหนือธรรมชาติ ' ศาสนาพราหมณ์ ' นับถือพระผู้เป็นเจ้าอันสูงสุด
    กษัตริย์ขอมทรงเสริมสร้างพระราชอำนาจด้วยการสถาปนา ' ลัทธิเทวราชา '

    คือลัทธิที่ถือว่า กษัตริย์เป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่บนพื้นโลก

    มีอำนาจติดต่อกับอำนาจสูงสุดในจักรวาล เป็นเสมือน ' จักรวาทินเทวราชา '

    กษัตริย์อันดำรง ' รูป ' แห่งเทพจะได้รับศรัทธามั่นคง
    ไพร่ ... ประชาชน ยั่นเยงเทวะเช่นใด ย่อมยำเยงกษัตริย์ฉันนั้น

    ขณะนี้ผมได้มายืนอยู่หน้า ' ศรีศิขเรศวร ' แล้ว
    นาม ... ' ศรีศิขเรศวร ' คงเป็นคำที่ยากต่อความเข้าใจ ว่าหมายถึงอะไร ?

    เพราะเรารู้จักกันแต่นาม ' ปราสาทพระวิหาร ' ศาสนบรรพต อันใหญ่ยิ่ง

    ' ศรีศิขเรศวร ' แปลว่า ... ' ผู้เป็นใหญ่แห่งขุนเขา '
    หรือ... ' ที่ประทับของพระอิศวร '

    เป็นนามอันประทานจาก ' สุริยวรรมันที่ 1 '
    ' ศรีศิขเรศวร ' เป็น ศาสนสถาน ที่สร้างถวายเทพเจ้าสูงสุดของ ศาสนาฮินดู
    ลัทธิ ' ไศวนิกาย ' เป็นนิกายที่นับถือพระอิศวร หรือพระศิวะ
    มี ' ศิวลึงค์ ' เป็นสัญลักษณ์

    สังเกตง่าย ๆ คือ ถ้าเป็นศาสนสถานของ ลัทธิ ไศวนิกาย จะสร้างบนภูเขาสูง
    เฉกเช่น วนรุง... พนมรุ้ง เป็นต้น

    เพราะตามตำนานเชื่อว่า ....
    พระองค์ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส
    ยอดเขาที่สูงสุดของเขาพระสุเมร ศูนย์กลางของจักรวาล

    เทพใน ' ตรีมูรติ ' ประกอบด้วย
    ' มหาพรหมมา ' ทรงสร้างโลกแล้วเสด็จนินทราคมไป
    ' มหาศิวเทพ ' ทรงดูแลโลกต่อมา หากการปราบยุคเข็ญเป็นหน้าที่ ' มหาวิษณุ '
    ส่วน ' พระหริหร ' ( หะ - ระ ) เป็นพระผู้ทรงภาคมหาศิวะครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งมหาวิษณุ

    ' ปราสาทพระวิหาร ' เป็นชื่อที่คุ้นเคยสำหรับคนไทย
    แต่สำหรับชาวเขมรแล้ว ก็จะเรียกว่า
    " เปรี๊ยะ วิ เฮียร์ " ( Phere vi hear ) นั่นเอง

    ' ศรีศิขเรศวร ' ได้ถูก สร้าง และสถาปนาโดย ' สุริยวรรมันที่ 1 '
    ในพุทธศตวรรษที่ 16 ประมาณพุทธศักราชที่ 1545 -1593
    ซึ่งได้ทำการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายรัชกาล
    สุริยวรรมันที่ 1 มีเดชานุภาพมาก พระนามที่สิ้นพระชนม์แล้ว คือ
    ' บรมนิรวาณบท '

    สืบเชื้อสายจากพระเจ้าสุชิตราช ( พระยาชีวกะ )
    ซึ่งไปจาก ' แหลมมลายู ' หรือ นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน
    พระยาชีวกะนี้ ได้ยกกองทัพเรือไปโจมตีละโว้ ( ลพบุรี )
    ซึ่งเป็นเมืองเอกของขอมในสมัยนั้น
    แล้วได้กรุงละโว้ ไว้ในอำนาจ เป็นที่ครั่นคร้ามของกษัตริย์ขอม
    จึงทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางการสมรสโดย หลานของ พระยาชีวกะนี้
    ( สุริยวรรมันที่ 1 ) ได้อภิเษกสมรสกับ ราชธิดาของกษัตริย์ขอม
    ต่อมาก็ได้เป็น กษัตริย์ครองอาณาจักร ขอมต่อไป
    ทีนี้ คงทราบแล้วนะ ว่า ใคร ? เป็นผู้สร้าง ศรีศิขเรศวร

    กาลเวลาต่อมา... ' สุริยวรรมันที่ 2 '
    กษัตราธิราชผู้ทรงอำนาจมากที่สุดพระองค์หนึ่งของโลก
    ทรงโปรดให้มีการต่อเติม พนมวิหาร นี้ใหม่ให้อลังการ

    โดย ' ทิวากร บัณฑิต ' พราหมณาจารย์ผู้ประกอบพิธีราชาภิเษกให้พระองค์
    หลังจากที่พระองค์ทรงแย่งราชสมบัติจาก ' หรรษวรรมันที่ 3 '
    ในปีพุทธศักราช 1656
    สุริยวรรมันที่ 2 ได้ประทานตำแหน่งแก่ ทิวากร บัณฑิต ว่า
    ' ภควัตบาทกมรเตงอัญตะคุรุ '

    ณ . ศรีศิขเรศวร
    ทิวากร บัณฑิต ได้สร้างเทวรูปทำด้วยทองคำ
    ตกแต่งพื้นปราสาทด้วยการหุ้มทองแดง ตกแต่งปราสาทใหม่ทั้งหมด
    รวมทั้งลาน , ทางดำเนิน

    จากรัชสมัย สุริยวรรมันที่ 1 จวบจนถึง รัชสมัยของ สุริยวรรมันที่ 2
    ศรีศิขเรศวรได้รับการดูแลรักษาต่อเติม และถือเป็นระยะเวลาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
    สำหรับ ศาสนบรรพตแห่งนี้ เพราะในภายหลังรัชสมัยของ สุริยวรรมันที่ 2
    ศรีศิขเรศวร ก็คลายความสำคัญลง
    เพราะไม่มีการค้นพบศิลาจารึก เกี่ยวกับปราสาทนี้อีกเลย

    ทำไม ศรีศิขเรศวร...ปราสาทพระวิหาร
    จึงมีความสำคัญสูงสุดต่อ สุริยวรรมันที่ 2 เล่า ?
    ศรีศิขเรศวร ตั้งอยู่บนยอด พนมดงเร็ก
    อันกั้นระหว่าง มหิธรปุระ ( บุรีรัมย์ ) กับเมืองพระนคร ( กัมพูชา )

    หากยืนบนยอด ' เป้ยตาดี ' มองลงไป
    จะเห็นที่ราบกว้างใหญ่แห่งเมืองพระนคร
    สุริยวรรมัน ที่ 2 ประสูติที่ มหิธรปุระ อันปัจจุบันขาน ... บุรีรัมย์
    พระนามเดิมคือ พิษณุหริเกศวร ( ศะ- วะ- ระ )

    ก่อนจะตีเมืองพระนครแย่งราชสมบัติจาก หรรรษวรรมันที่ 3
    พระองค์ควรต้องตริดำริไป ว่าจะเข้าตีเมืองพระนครทางไหน ?
    เส้นทางเดิมแต่โบราณ จากมหิธรปุระ ต้องผ่านพนมรุ้ง ลงสู่ช่อง เสม็ด...ทิวเขาพนมดงเร็ก ( อุบลราชธานี )

    ถึงจะเข้าตีเมืองพระนครได้ แต่การจะเดินรบทางนั้น ต้องเพลี้ยงพล้ำแน่นอน
    แต่ถ้า ขึ้นมาสู่พนมพระวิหาร ยกทหารผ่านทางนี้
    ก็อาจเข้าถึงตัวเมืองพระนครได้ง่ายกว่านั่นเอง
    ทิวากร บัณฑิต ผู้เป็นพราหมณาจารย์ของ สุริยวรรมันที่ 2
    เป็นชาวเมือง ' พะนุรทะนง ' ปัจจุบันก็คือ บริเวณ ' เนินประดู่ '
    ไม่ห่างไกลจาก เขาพระวิหารมากนัก นั่นเอง

    คราวนี้ทราบฤายัง สุริยวรรมันที่ 2 ประสูติที่ใด ?
    นาครวัต ( AngKor Wat ) อันวิจิตรงดงาม โลกพิศวงจนกระทั่งบัดนี้
    ก็สำเร็จโดย ' สุริยวรรมันที่ 2 ' ด้วยเช่นกัน







    ( ภาพสลัก สุริยวรรมันที่ 2 ที่ระเบียงปราสาทนครวัด กัมพูชา อันแสดงถึงเดชานุภาพ ' จักรวาทินเทวราชา ' )

    บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมูลตอนเหนือนั้น มีนามว่า ' บุรีรัมย์ '
    เป็นที่ตั้งแห่ง ' ราชวงศ์มหิธรปุระ '
    จงผยองไว้เถิด ... ไทย !

    ' ปราสาทเขาพระวิหาร ' ตั้งอยู่บนจงอยของเงื้อมผาที่สูงตระหง่าน
    ไม่อาจหาโบราณสถานในวัฒนธรรมเขมรแห่งอื่นใดจักมีความทัดเทียมได ้
    จากตำแหน่งที่ตั้งท่ามกลางสภาพทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่น
    ประกอบกับอัจฉริยภาพของผู้สร้างที่สามารถกำหนดแผนผัง
    และรูปทรงสถาปัตยกรรมได้อย่างเหมาะสมจึงทำให้ศาสนสถานแห่งนี้
    มีความสำคัญ ? สูงสุด ? เป็นพิเศษ

    จำเดิมนั้น ปราสาทพระวิหารอยู่ที่หมู่บ้าน ภูมิซร็อล
    ( ภูมิ ? บ้าน , ซร็อล ? ต้นสน )
    ' หมู่บ้านต้นสน ' นั่นเอง ระหว่างช่องโพย ( ตะวันตก )
    กับช่องทะลาย ต.บึงมะลู อ. กันทรลักษณ์ จ. ศรีษะเกษ ในราชอาณาจักรไทย

    แต่ปัจจุบัน ปราสาทพระวิหาร ตั้งอยู่ในเขต จ. พระวิหาร ประเทศกัมพูชา
    การเดินทางสู่ปราสาทพระวิหาร ทางทิศใต้ ( ฝั่งเขมร ) เป็นสิ่งที่กระทำได้ ' ยากที่สุด '

    เนื่องจากเป็นหน้าผาที่สูงชัน มีเส้นทางหนึ่ง เรียกว่า ' ด่านตะโก '
    อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาพระวิหาร
    เป็นทางเดินแคบ ๆ เดินเรียงหนึ่ง
    นอกจากนี้ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งตรงกว่า แต่ก็อันตรายมากสำหรับคนเดินเท้า
    โดยเป็นทางขั้นบันไดขรุขระตัดทางด้านข้างของหน้าผาทางทิศตะวันออก
    ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ' ช่องบันไดหัก '

    แต่ในทางตรงกันข้าม เส้นทางจากทิศเหนือ ( ฝั่งไทย )
    เป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด
    โดยใช้เส้นทาง อ . กันทรลักษณ์ นั่นเอง

    พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิ์ประสงค์ ซึ่งในขณะนั้น
    ดำรงพระยศ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสรรพสิทธิ์ประสงค์
    เป็นพระราชวงศ์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จสู่ปราสาทพระวิหาร ในปี พุทธศักราช 2441
    ได้พระทานนามปราสาทแห่งนี้ว่า ' เทพพระวิหาร '

    อีกทั้งได้ทรงจารึกพระนาม ' สรรพสิทธิ์ ' ไว้ ณ . ปราสาทแห่งนี้อีกด้วย

    ที่สำคัญเทือกเขาพนมดงรักได้แบ่ง ภูมิประเทศออกเป็น 2 ส่วน 2 บริเวณ
    คือที่ ราบสูง และ ที่ราบต่ำ
    บริเวณที่ราบสูง อยู่ทางซีกตอนเหนือของเทือกเขา
    หรือ บริเวณเทือกเขาที่หันสู่ประเทศไทย
    ถือเป็น ' ดินแดนเขมรสูง ' หรือ ' เจนละบก '
    ( ที่ตั้งของ จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ และ ศรีษะเกษ ในปัจจุบัน )


  5. #5
    หัวหน้าสาขา รูปส่วนตัว dukdick
    สมัครเมื่อ
    Jul 2009
    ที่อยู่
    บนเครื่องบินบ้าง ที่บ้านบ้าง
    โพส
    233
    อัฐ
    622
    24
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    บริเวณที่ราบต่ำ อยู่ทางซีกใต้ของเทือกเขา
    หรือแนวด้านที่หันสู่ประเทศกัมพูชา
    มีลักษณะเป็นภูผาชัน ถือเป็น ' ดินแดนเขมรต่ำ ' หรือ ' เจนละน้ำ '
    เป็นที่ลุ่ม อู่ข้าวอู่น้ำ
    ( ที่ตั้งของ กำปงทม พนมกุเลน เมืองพระนคร ตลอดจนทะเลสาบเขมรนั่นเอง )

    แต่น่าแปลก เพราะเหตุใด ผู้สร้างศรีศิขเรศวร
    จึงได้เจาะจงเลือกที่ตั้งของปราสาทหันหน้าไปสู่ทิศเหนือ ( มาทางเขมรสูง )
    แทนที่จะเลือกสถานที่ตั้งในจุดอื่นที่สามารถหันทิศปราสาทไปตามทิศปกติ

    เป็นไปได้หรือไม่ ? ว่า...
    ผู้สร้าง ' น่าจะ ' มีจุดประสงค์หลักที่ต้องการให้ศาสนสถานแห่งนี้
    มีความสัมพันธ์กับดินแดน เขมรสูง ... เจนละบก

    ปราสาทพระวิหารมีแผนผังเป็นแกนยาว
    พร้อมด้วยทางเดินเรียงรายด้วยเสานางเรียงบันไดศิลาต่อเนื่องเป็นระยะ
    และชาลาสร้างทอดไปตามไหล่เขาที่สูงชันจนถึงศูนย์กลางของศาสนสถานบนยอดเขา

    โดยปกตินั้น ศาสนสถานของขอมทั้งมวลมักจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
    แต่ปราสาทพระวิหารกลับหันหน้าไปทางทิศเหนือ
    ซึ่งนอกจากจะมีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องกำหนดแล้ว
    น่าจะเกิดจากปัจจัยอื่นบางประการ
    ที่มีความสัมพันธ์กับดินแดน ' เขมรสูง ' เป็นพิเศษไปพร้อม ๆ กัน

    ขณะนี้ผมยืนอยู่ที่ ' พลาญหิน ' เบื้องหน้าผม คือบันได มีจำนวน 162 ขั้น
    เป็นทางดำเนินขนาดใหญ่ ความแปลกของบันได้นี้ก็คือ
    บางขั้นบันไดได้สกัดศิลาลงไปในพื้นศิลาของภูเขาแห่งนี้
    ไม่ได้ยกก้อนศิลามาประกอบทุกขั้น ( ช่างฉลาดนิ )

    สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมตั้งเป็นกระพักเรียงรายขึ้นไป
    โดย 4 ฐานแรกตรงเชิงบันไดเป็นกระพักขนาดใหญ่ ตั้ง ' สิงห์ทวารบาล '
    ( ปัจจุบันได้ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว )

    ผมเดินจนเหนื่อยเลยละ ... แถมมี ' ไกด์อาสา ' เป็นหนุ่มน้อยชาวเขมร
    พูดไทยได้ชัดเจนเป็นบางคำ ซึ่งสำหรับผมแล้ว...
    ไม่จำเป็นเลย สำหรับการอธิบาย

    แต่ก็ด้วยความเอ็นดู ที่เกิดจากรอยยิ้มไกด์หนุ่ม โปรยให้
    ผมจึงไม่ปฎิเสธที่จะรับหนุ่มเขมรน้อยนี่
    เป็นเพื่อนร่วมทางยล ปราสาทพระวิหารในครั้งนี้

    เดินจนพบ ' ลานนาคราช ' หรือ ' สะพานนาคราช '
    บริเวณนี้ เราจะพบกับ นาคราช 2 ตัวแผ่พังพาน หันหน้าไปทางทิศเหนือ
    ผมเลยยกมือไหว้แพล่บ ( ไม่คิดว่าเป็นบรรพบุรุษของตัวเองหรอกน่า )

    นาคทั้งสองตัวนี้เป็นนาคไม่มีรัศมีเข้ามาประกอบ
    ลำตัวก็คล้ายกับงูตามธรรมชาติ
    ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปะแบบ ' ปาปวน '
    คนท้องถิ่นเรียกพญานาค ว่า ' งูชวง ' หรือ ' งูซวง '

    ในสมัยโบราณมีความเชื่อกันว่า
    การทำสะพานนาคด้านหน้าของศาสนสถาน
    เป็นการแสดงคติของสะพานซึ่งเชื่อมระหว่าง มนุษย์โลก กับ โลกสวรรรค์ ไปพร้อมกัน

    ความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของศาสนาฮินดูนั้น
    สะพานที่เชื่อมระหว่าง มนุษย์กับสวรรค์
    คือ สายรุ้ง ( ปอล มุส Paul Mus )

    นาคราช ก็คือ รุ้งกินน้ำ นั่นเอง
    ดังนั้น เราก็ต้อง อุปมา ตัวเอง ( แบบเข้าไปในยุคสมัยโบราณ )
    หากว่าได้ผ่าน สะพานนาคราช นี้แล้ว ก็เหมือนได้ขึ้นไปสู่สวรรค์

    ไกด์หนุ่มของเรา ก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้แจ้งใจผมได้มากนัก
    ผมเองต่างหากกลับเป็นฝ่ายอธิบาย... สาธยายความเป็นมา
    มันก็ได้แต่พยักหน้าฟัง ศาสนสถานนี้ เป็นสมบัติของชาติมัน
    ควรที่จะรู้ให้มันละเอียดขึ้นมาบ้าง และในฐานะ ไกด์
    ต้องอธิบายแก่นักท่องเที่ยว
    ผมก็ไม่เหนื่อยหรอกที่จะอธิบายความเป็นมา

    การขึ้นสู่สรวงสวรรค์ในขั้นแรกนั้น เราจะพบกับบันไดค่อนข้างชัน
    เข้าสู่โคปุระชั้นที่ 1





    คำว่า ' โคปุระ ' เป็นภาษาสันกฤต แปลว่า ' ซุ้มประตู '

    ในชั้นแรกคาดว่าคงเป็นซุ้มประตูสำหรับป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าไป
    แต่ในช่วงหลังคงเป็นประตูสำหรับป้องกันระหว่างแดนมนุษย์และแดนสวรรค์
    บันไดชันมาก...ผมเลยต้องออกแรงกายภาพในการเดิน
    เจตนาที่ช่างขอมทำให้มันชันนั่นก็คือการที่จะขึ้นไปหา ' เทพเจ้า ' นั้น
    ต้องขึ้นเข้าไปในลักษณะ ' เคารพนบนอบ ' ( ไม่ใช่เดินไป หัวเราะคิกคักไป )

    ให้มีลักษณะ ' หมอบคลาน ' ขึ้นไปในช่วงแรก
    ถ้าหากว่าเราขึ้นไปในลักษณะหมอบคลานขึ้นไปก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์
    เหลือบแลดู ' เพื่อนร่วมทาง ' ก็มีบางคนนะน่ะ
    ไม่แค่หมอบหรอก นั่งแหมะลงเฉยเลย
    ( แสดงว่าบรรลุวัตถุประสงค์มากไปหน่อย )
    แหม ... ป้า อายุอานามก็มากหลาย ยังไม่ยั่นเน้อ.... เหอ ๆ

    ทั้งโคปุระ ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 เป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่
    ใช้สำหรับทำสมาธิบูชาเทพเจ้าก่อนเข้าถึงองค์ภวาลัย
    ผ่านโคปุระชั้น ที่ 1 จะพบกับ ' ทางดำเนิน '
    เป็นถนนค่อนข้างใหญ่ริมถนนมีเสาหินสี่เหลี่ยม

    ทำยอดคล้ายดอกบัวตูม รายเรียงเป็นระยะเรียกว่า เสาเทียน , เสานางเรียง หรือ เสานางจรัล
    ปัจจุบันเหลือน้อยเต็มที บางต้นก็ปรักหักพัง
    หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล ได้สันนิษฐานเอาไว้ว่า
    " เสานางเรียงล่มเพราะช้างป่ามาทำให้ล่ม "

    แต่ผมหันกลับไปไล่เลี่ยงพ่อไกด์หนุ่มเขมรของเรา
    ผลจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์นั่นหรือเปล่า ?

    ทราบมาว่า ' เขมรแดง ' ได้ยึดเขาพระวิหารเป็นที่มั่น
    บางส่วนของปราสาทพังหทลายลงด้วยกระสุนปืนใหญ่ในสมัยไฟสงคราม
    ผมรู้สึกหวาดหวั่น เมื่อได้ยินไกด์หนุ่มอธิบายตอบมาว่า
    เขาพระวิหารเป็นสมรภูมิแย่งชิงกันครอบครอง
    ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา และฝ่ายกองกำลังเขมรแดง
    อาณาบริเวณนี้ เมื่อก่อน อุดมไปด้วย กับ ' ระเบิด '
    หากเกิดยังเหลืออยู่ ลูก 2 ลูก เผลอเหยียบเข้าไปจะเป็นเช่นไรหนอ ?

    โคปุระชั้นที่ 2 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข มีกำแพงชั้นเดียว
    โคปุระชั้นที่ 2 นี้มีจุดที่น่าสนใจอยู่ 2 แห่งด้วยกัน

    ทำให้ผมหยุดพินิจพิจารณาและถ่ายรูปเก็บไว้
    บริเวณทางทิศตะวันออกมุขด้านใน หน้าบันจำหลักลายงดงาม
    เป็นภาพพระนารายณ์อวตารมาเป็นพระกฤษณะปราบนาคกาลิยะ

    ส่วนทางด้านทิศใต้บริเวณหน้าบันอีกเช่นกัน
    หน้าบันจำหลักภาพเป็นเรื่องนารายน์สิบปาง ตอนกูรมาวตาร
    ภาพพิธีกวนเกษียรสมุทร




    ' เกษียรสมุทร ' คือ ทะเลน้ำนม พระนารายน์จะอวตารมาทั้งหมด 10 ปาง
    ปางนี้เรียก ' กูรมาวารตาร ' กูรมะ แปลว่า เต่า
    ส่วน สาเหตุที่ทำให้เกิดปางนี้ กระผมคงไม่ต้องเขียนเล่า
    เดี๋ยวจะกลายเป็น ' เทวนิยายปกรณัม ' ไปซะก่อน
    เหอ ๆ

    แต่สิ่งที่น่าสังเกตุก็คือ ' ศรีศิขเรศวร ' นี้ สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่ พระศิวะเจ้า
    ในลัทธิไศวนิกาย
    เหตุใดจึงมีภาพจำหลัก พระวิษณุ... พระนารายณ์เล่า ?

    นี่เราต้องอธิบายประวัติศาสตร์ เพราะ ศรีศิขเรศวรถูกสร้างโดย สุริยวรรมันที่ 1
    ซึ่งเป็นสมัยที่ ไศวนิกาย กำลังเจริญรุ่งเรือง
    ตราบจนมาถึง รัชสมัย สุริยวรรมันที่ 2
    พระองค์ทรงเป็น ' อณู ' แห่งพระวิษณุเทพ

    ในรัชสมัยของพระองค์นี่เอง
    ลัทธิ ไวษณนิกาย... นับถือพระวิษณุเทพ เริ่มเจริญรุ่งเรือง
    จึงไม่แปลกอะไร ที่สุริยวรรมันที่ 2
    จะได้สมัญญา ว่า ' ปรมวิษณุโลก '
    ฉะนั้น เราจึงต้องภาวนาประกอบไปด้วยว่า

    " โอม... ! วิษณุเว นมัส "

    ' นาครวัต ' เอง ก็คงสร้างเป็นศาสนสถาน
    ถวายแด่ ' ไวษณนิกาย ' ด้วยเช่นกัน

    จากศาลาจตุรมุขชั้นที่ 2 หรือ โคปุระชั้นที่ 2 เดินไปอีกเรื่อย ๆ
    แวะนั่งพักซักหน่อยก็ได้
    อากาศบนนี้ไม่ร้อนเลย เนื่องจาก สายลมพัดพาความเย็นเบาสบายมาด้วยเป็นระยะ

    อดแปลกใจในความเป็นสถาปนิก และความอดทดของช่างขอมในสมัยนั้นไปไม่ได้
    ก็คงเพราะด้วยความศรัทธาในเทพเจ้าเพียงประการเดียวเท่านั้น
    ที่สร้างความมหัศจรรย์ให้เกิด ณ. ดินแดนนี้






    ทางดำเนินจากโคปุระชั้นที่ 2 ไปยัง โคปุระชั้นที่ 3 ( พระมหามณเฑียร )
    ก็เป็นทางดำเนินขนาดใหญ่
    ข้าง ๆ ก็ประกอบไปด้วยเสานางเรียง เหมือนเช่นเดิม
    ก่อนจะขึ้นไปยังโคปุระชั้นที่ 3 แวะไปทางซ้ายก่อน
    เจ้าไกด์หนุ่มแนะนำ แล้วเราก็ได้พบกับ ' สระน้ำมนต์ '





    ซึ่งเป็นสระขนาดสี่เหลี่ยมจตุรัส สังเกตรายละเอียดต่อไปเราจะพบว่า
    ทางด้านทิศใต้ของสระน้ำมนต์จะมีสิงห์อยู่ 1 ตัว
    เฉพาะแต่ตรงหัวสิงห์จะอ้าปาก
    ที่ปากของสิงห์จะมีน้ำไหลออกมา น้ำตรงนี้ มันมาจากไหน ?
    เป็นคำถามที่น่าสนใจดี


  6. #6
    หัวหน้าสาขา รูปส่วนตัว dukdick
    สมัครเมื่อ
    Jul 2009
    ที่อยู่
    บนเครื่องบินบ้าง ที่บ้านบ้าง
    โพส
    233
    อัฐ
    622
    24
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    น้ำตรงนี้ที่ปากของสิงห์ มาจากการกระทำพิธี บำบวง ยัญกรรม ที่ปวงประธาน
    จากห้องครรภคฤหะอันเป็นที่ประดิษฐาน ' ลิงคสุวรรณ ' ( ศิวลึงค์ )

    ทุกรุ่งอรุณ พราหมณ์ จะกระทำพิธีถวายน้ำโสรจสรงศิวลึงค์
    แล้วน้ำจะไหลออกตามท่อโสมสูตร ผ่านลงสู่สระน้ำมนต์ ผ่านลงสู่บาราย
    จากนั้นลดต่ำเรื่อยไปจนสู่พื้นล่าง

    อวยความฉ่ำชื้น แด่ มนุษย์ , สัตว์ และ ทุ่งกุรุเกษตร
    กระแสธารศักดิ์สิทธิ์จะไหลไปทั่วปฐพี มหาเทพประธานชีวีแด่สรรพสิ่งด้วยวิธีนี้
    น้ำมนต์ที่ออกจากปากสิงห์ จึงถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์

    ภาพในอดีตกาลปรากฎชัดเจนในสมองผม
    ที่นี้ ... ในอดีต คงงดงาม เป็นเทวสถานสถานอันศักดิ์สิทธิ์


    ถึงโคปุระชั้นที่ 3 แล้ว เรียกว่า ' พระมหามณเฑียร ' น่าจะดีกว่า
    เพราะมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ประกอบไปด้วยอาคารถึง 5 หลัง
    เหมาะสำหรับเป็นที่ประทับของกษัตริย์

    หน้าบันจำหลักลวดลายหลากหลาย
    ไม่ว่าจะเป็นภาพพระกฤษณะประลองกำลังกับสัตว์ตัวหนึ่ง
    เช่นเดียวกัน ทางด้านทิศตะวันตก หน้าบัน จำหลักภาพ
    พระกฤษณะกำลังต่อสู้กับลูกวัว ซึ่งเป็นยักษ์ เหมือนกัน

    มุขทิศใต้ด้านใน ก็มีภาพจำหลักที่สำคัญมาก นั่นก็คือ
    รูป ' อุมามเหศวร ' ก็คือ รูป พระอิศวรนั่งอยู่บนโคนนที กับพระนางอุมา
    เป็นภาพสลักที่สวยงามมาก ผมหยุดถ่ายภาพ พิจารณาอยู่นาน

    มักเอ่ยปากกับไกด์หนุ่ม ...
    ช่างขอมช่างจำหลักลวดลายได้ปราณีต ดูไปยลมา เหมือนมีชีวิต
    เป็นภาพคลาสสิค ดูเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ ศิลาทั้งก้อน
    ฉลุฉลักลายได้วิจิตรขนาดนี้
    ไม่ทราบว่า ต้องใช้แรงกายภาพ บวกกับความชำนิชำนาญขนาดไหน
    เพราะถ้าผิดพลาดไปนิด ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ( นอกจาก แกะใหม่ )

    ในท้ายสุด เราก็เดินมาถึง มหาปราสาท... ปราสาทประธาน
    เป็นสถาปัตยกรรมซึ่งมี ' ครรภคฤหะ ' อยู่ภายในนั้น

    ในศิลปะขอมเรียกตามภาษาสันกฤตว่า ...
    ' ปราสาท ' อันหมายถึง เรือนซึ่งมียอดหลายชั้น
    ปราสาทประธานตั้งอยู่กลางลานชั้นในสุด ประกอบด้วย ' ครรภคฤหะ'
    มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีมุมทั้ง 4 ทิศ เรียกว่า ' วิมาน '

    ' ทิศเหนือ ' เป็นทางเข้าสำคัญเพราะมีความอลังการ กว่าทั้ง 3 ทิศ
    เนื่องด้วยมี ' อันตราละ ' เชื่อมต่อกับ มณฑป
    แต่ในขณะที่มุขทางเข้าวิมานอีก 3 ทาง
    อันได้แก่ ทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตก
    มีลักษณะเหมือนกันโดยทำเหมือนกับเป็นทางเข้าสู่ ครรภคฤหะ โดยตรง




    ตรงนี้มีข้อที่น่าสังเกต
    เพราะโดยปกติแล้ว มณฑปต้องตั้งเกือบเสมอไปยัง ' ทิศตะวันออก '
    ด้วยเหตุนี้นี่แหละจึงทำให้ศาสนสถานของขอมด้วยทั่วไป
    หันหน้าไปยังทิศตะวันออก
    ซึ่งเป็นทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับความเชื่อโบราณที่ว่า
    ' แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ' ก่อให้เกิดพลังแก่รูปเคารพ

    แต่ปรากฎว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าว มีความผันแปรไป ณ. ปราสาทพระวิหาร
    ก็คงด้วยเพราะ ปราสาทนี้หันหน้าไปทาง ' ทิศเหนือ '
    ดังนั้นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่ผ่านเข้าไปกระทบรูปเคารพ ( ศิวลึงค์ )
    ภายในครรภคฤหะ จำต้องผ่านมุขทางด้านทิศตะวันออก

    แต่ในขณะนี้ ที่ผมยืนชมอยู่ วิมานของปราสาทประธาน ได้ปรักหักพังไปหมดแล้ว
    เหลือแต่เฉพาะมณฑปด้านหน้า เป็นสำคัญเท่านั้นเอง
    ปราสาทประธานสร้างขึ้นภายในระเบียงคดล้อมรอบ
    ตามลักษณะของสถาปัตยกรรมขอม
    หลังคาก่อด้วยศิลาทรายเป็นแผ่นศาลาโค้ง บนผนังเจาะช่องประตู
    และประตูระเบียงคดทางด้านทิศตะวันตกเป็นทางเดินไปสู่ลานขนาดใหญ ่
    เรียกว่า ' เป้ยตาดี ' ผมเดินออกมานั่งเล่น ผู้คนนั่งคุยกันเยอะเหลือเกิน
    หน้าผาสูงชันมองกวาดตาออกไปเบื้องล่าง นั่งคือ แผ่นดินเขมร
    แต่จะมีใครบ้าง ? ที่ทราบ...

    ณ. ที่แห่งนี้ เป็นที่ ที่ สุริยวรรมันที่ 2
    มองลงไปแลหา เมืองพระนคร



    ณ. ที่แห่งนี้ คงเป็นทางเดินเท้าของทหารเพื่อโจมตีเมืองพระนคร
    จาก มหิธรปุระ... บุรีรัมย์ ไปจนถึงเมืองพระนคร
    ภาพในอดีตปรากฎชัด ผมขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
    ค่อย ๆ เอนตัวนั่งลง ลมพัดโชยชาย
    ท่านสมเป็น จักรวาทิน... มหาราชจริง ๆ แหละ... พิษณุหริเกศวร



    ( ภาพสลัก สุริยวรรมันที่ 2 ที่ระเบียงปราสาทนครวัด )


    มองลงไปเบื้องล่าง นั่นคือ เขมรต่ำ ... เจนละน้ำ
    คราวนี้ผมแจ้งใจ ว่าทำไม ศรีศิขเรศวร จึงเป็นศาสนสถาน
    ซึ่งคล้าย ๆ ปราการธรรมชาติ แยก ระหว่าง เจนละน้ำ และเจนละบก

    เมื่อมองจากเจนละน้ำ.. เขมรต่ำขึ้นมา ยังยอดเป้ยตาดี
    ก็คงจะเห็นวิหารสวรรค์ อันเป็นที่ประทับ ของพระศิวะ
    ลอยล่องอยู่ท่ามกลางม่านเมฆ คงเป็นภาพที่ วิจิตรตระการ

    ปราสาทพระวิหารมีความหมายเหนือเทวาลัยแห่งอื่น
    คือเทพเจ้าที่สถิต ณ.ปราสาทพระวิหารนี้
    มิเพียงแต่เป็นใหญ่ในอาณาบริเวณโดยรอบภูเขาแห่งนี้เท่านั้น
    หากแต่อานุภาพแห่งเทพเจ้า ณ .ปราสาทแห่งนี้
    ยังครอบคลุมไปทั่วทั้งแผ่นดิน เจนละบก และ เจนละน้ำ อีกด้วย

    ไกด์หนุ่มของเราชวนผมคุยใหญ่
    แม้ในขณะนี้ ที่ ' ภวาลัย ' ( ปราสาทประธาน ) จะไม่พบ ศิวลึงค์ แล้วก็ตาม
    ผมก็ยังกราบความว่างเปล่าตรงหน้า
    พร้อมภาวนา " โอม..! นมัส ศิวายะ "

    อย่าไปขำขันแปลกใจเลย ว่าเหตุใดคนสมัยก่อน ไหว้ ศิวลึงค์ กัน

    ก็ถ้าไม่มี ' ลึงค์ ' จะเกิดเป็น ' คน ' ออกมาได้ยังไงละ ?

    ฉะนั้น การบูชา ลึงค์ ซึ่งถือว่าเป็น สัญลักษณ์ของ พระศิวะเจ้า
    จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
    เพราะแม้ในขณะปัจจุบันนี้
    ผมก็ยังเห็นบางคน แอบบูชาลึงค์เหมือนกันแหละน่า
    ( บูชากันยังไง คงไม่ต้องอธิบาย เหอ ๆ )

    เมื่อมาถึงปราสาทเขาพระวิหาร เราก็คงที่จะพูดถึง
    ' ประวัติศาสตร์ '

    กรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร
    ระหว่างราชอาณาจักรไทย กับ ประเทศกัมพูชา

    ไกด์หนุ่มชาวเขมรของเรา คงเกิดไม่ทัน ( ผมเองก็เกิดไม่ทัน )
    แต่เอาน่าเรื่องแบบนี้ มันศึกษาค้นคว้ากันได้
    แต่ที่แน่ๆ อย่าไปอธิบายอะไรให้มันละเอียดลึกซึ้งกับไก์หนุ่มชาวเขมรนี้เลย
    จะเกิดเป็น วิวาทะ ขึ้นมาซะก่อน
    เหอ ๆ

    จารจำกันได้ฤาไม่ ?
    ปราสาทพระวิหารมรดกอันล้ำค่าที่สำคัญของโลก
    ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กัมพูชา ตามคำพิพากษาของศาลโลก
    เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505

    คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น มี จอมพลสฤษด์ ธนะรัตน์
    เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้มีการขีดเส้นแบ่งเขตแดน ที่จะต้องยกให้กัมพูชา
    จำนวน 150 ไร่ ตามคำพิพากษาของศาลโลก
    โดยยึดสันปันน้ำเป็นตัวแบ่งเส้นเขตแดน
    และนำธงชาติไทยลงมาด้วย ซึ่งทหารดูแลอยู่ ยกลงมาทั้งเสาธงนั้นแหละ
    ( ไม่ถอดธงออกจากเสา ) ยกลงมาจากเป้ยตาดี
    มาไว้ที่ ผามออีแดง จวบจนถึงทุกวันนี้
    เป็นความเจ็บปวดของคนไทยทั้งประเทศ !

    จาก ' สนธิสัญญา ' ที่ไทยได้ทำกับฝรั่งเศสเมื่อปี พุทธศักราช 2447 ( ค.ศ 1904 )
    ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสได้เขียนแผนที่ขีดเส้นพรมแดนขึ้น
    และที่สำคัญจากแผนที่แบ่งพรมแดนนั้น
    ปราสาทพระวิหารอยู่ในอาณาเขตของไทย

    แต่ต่อมามีการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติมในปี พุทธศักราช 2450
    ( วันที่ 23 มีนาคม 2450 )
    ก็มีการกำหนดเขตแดนขึ้นมาใหม่ คราวนี้แหละ ...
    ทำให้ปราสาทพระวิหารตกอยู่ในอาณาเขต ของกัมพูชา
    และไทยก็ไม่สามารถทักท้วงได้
    เพราะจำยอมตามประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น

    จำเหตุการณ์ รศ. 112 ได้หรือไม่ ?
    ' เสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนมาก ' ไว้อย่างไรเล่า ?

    สนธิสัญญา ปี 2450 มีใจความอย่างไร ...
    ขอยกขึ้นประกอบการพิจารณา

    หนังสือสัญญา
    ระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส
    ซึ่งได้ลงชื่อกันที่กรุงปารีศ
    ณ.วันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 122

    ( จาก หนังสือประชุมกฎหมายประจำศก เล่มเพิ่มเติม หน้า 121 )

    ผู้ซึ่งเมื่อได้ส่งหนังสือมอบอำนาจให้ตรวจดูซึ่งกันแลกัน เห็นเปนอันถูกต้อง
    แบบอย่างดีแล้ว ได้ปฤกษาตกลงกันทำสัญญาเปนข้อดังต่อไปนี้

    ข้อ 1
    " เขตร์แดนในระหว่างกรุงสยามกับกรุงกัมพูชานั้น
    ตั้งแต่ปากคลอง สดุงโรลูออสข้างฝั่งซ้ายทเลสาป เปนเส้นเขตร์แดน
    ตรงทิศตวันออก ไปจนบรรจบถึงคลองกะพงจามตั้งแต่ที่นี้
    ต่อไปเขตร์แดนเปนเส้นตรงทิศเหนือขึ้นไปจนบรรจบถึงภูเขาพนมดงรัก
    ( คือภูเขาบรรทัด ) ต่อนั้นไปเขตร์แดนเนื่องไปตามแนวยอดภูเขาปันน้ำในระหว่างดินแดน
    น้ำตกน้ำแสนแลดินแดนน้ำตกแม่โขงฝ่ายนึง
    กับดินแดนน้ำตกน้ำมูนอีกฝ่ายหนึ่งจนบรรจบถึงภูเขาผาด่าง
    แล้วต่อเนื่องไปข้างทิศตวันออกตามแนวยอดภูเขานี้
    จนบรจบถึงแม่โขง ตั้งแต่ที่บรรจบนี้ขึ้นไปแม่โขงเปนเขตร์แดน
    ของกรุงสยาม ตามความข้อ 1 ในหนังสือสัญญาใหญ่
    ณ. วันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทร์ศก 112 "

    ( ตัวสะกดตามหนังสืออนุสัญญา )


    เมื่อปีพุทธศักราช 2492
    ด้วยความริเริ่มของฝรั่งเศสและด้วยความเห็นชอบจากกัมพูชา

    ได้มีการคัดค้านอำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรไทยที่
    มีอยู่เหนือเขาพระวิหารอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกฝรั่งเศสประท้วงว่า

    ไทยไม่พึงสมควรที่จะส่งคนไปรักษาปราสาทพระวิหาร
    เหตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สืบเนื่องมาจากการที่ ไทย
    ไม่ยอมรับข้อแนะนำของกรรมการประนีประนอม ณ.กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ในปีพุทธศักราช 2490

    ในปีพุทธศักราช 2501 สัมพันธภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา
    ได้เสื่อมถอยลงเป็นลำดับ
    โดยกัมพูชาได้เริ่มเรียกร้องให้ปราสาทพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของ กัมพูชา
    ความเคลื่อนไหวของกัมพูชาเกี่ยวกับกรณีเขาพระวิหาร
    ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

    ลองอ่านบทความของ นายซัมซาลี
    องคมนตรีและเอกอัครราชฑูตกัมพูชาประจำกรุงลอนดอน
    ดูบ้างไหม ? ...

    " เพื่อนบ้านของเราได้บิดเบือนประวัติศาสตร์มาบ่อยเหลือเกิน
    จนกระทั่งเกิดความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงความจริงเรื่องนี้ให้เป็นที่ทราบกัน "

    และ

    " ไม่ต้องสงสัยเลยพระวิหารนี้เป็นของกัมพูชาตามสนธิสัญญากำหนดเขต ปลอดทหารตามชายแดน
    และตามอนุสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2447 อันได้รับการยืนยันจากสนธิสัญญาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2450 "

    ท้ายสุดในวันที่ 6 ตุลาคม พุทธศักราช 2502 รัฐบาลกัมพูชา
    ได้ยื่นคำร้องต่อ ' ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ' ขอให้ศาลวินิจฉัย ...

    ให้ราชอาณาจักรไทยถอนกำลังถืออาวุธออกจากบริเวณเขาพระวิหาร
    และขอให้ศาลชี้ขาดว่า ' อำนาจอธิปไตย ' เหนือเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา !

    เมื่อพิจารณาตามข้อกำหนดในสนธิสัญญา พุทธศักราช 2447 ในข้อ 1
    ที่ผมยกแสดงให้ดูข้างต้นนั้น
    ในสัญญานี้ได้กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการผสมขึ้นทำการปักปันเขตแดน

    ซึ่งกรรมการผสมที่ได้ตั้งขึ้นนี้เซ็นสัญญาฉบับใหม่ในปี 2450
    ในการนี้ได้มีการทำสำรวจทำแผนที่กำหนดเส้นแขตแดนบนภูเขาดงรัก
    ในแผนที่ชุดหนึ่งเรียก ' แผ่นดงรัก '
    ซึ่งแผนที่ชุดนี้แหละ ไทยให้การปฎิเสธและทักท้วงว่า

    " ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบและการพิจารณาของคณะกรรมการผสม "

    ฉะนั้นในเรื่องของปราสาทพระวิหารบนเทือกเขาดงรักนั้น
    หาดยึดตามสนธิสัญญา 2447 ก็จะต้องกำหนดตามเขตแดนธรรมชาติ คือ
    ' สันปันน้ำ '
    ซึ่งทางฝ่ายไทยยืนยันว่าสันปันน้ำ
    ทำให้เขาพระวิหารมาอยู่ในราชอาณาจักรไทย

    แต่แผนที่ที่ทำขึ้น ( แผ่นดงรัก )
    กำหนดให้เขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนกัมพูชา

    ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่า ได้มีการส่งแผนที่ไปให้รัฐบาลสยามจำนวน 50 ชุด
    ได้ทำการตอบรับโดยชอบแล้ว
    ตกลงว่า จะใช้ สันปันน้ำ หรือ แผ่นดงรัก เป็นตัวชี้ชะตาเขาพระวิหารกันแน่ ?

    เกิดเป็นคดีความกันขึ้น โดยทางไทย มี ' หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมทย์ '
    เป็นทนายแก้ต่างให้รัฐบาลไทยในคดีพิพาทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร
    แถมยังขอรับบริจาคเงินจากคนไทยทั้งประเทศคนละ 1 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย
    การไต่สวนพิจารณาคดีเป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี
    มีการนัดสืบพยานทั้งหมด 73 ครั้ง

    และในท้ายสุด ศาลโลกได้พิจารณา
    ลงความเห็นด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3ว่า
    ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา
    เป็นไปตามแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญา 2447 และ 2450
    โดยให้เหตุผลสำคัญว่า

    " ราชอาณาจักรไทยพึงเฉยมิได้ประท้วงแผนที่ดังกล่าวนั้น
    ข้ออ้างที่ว่าแผนที่นั้นมีความผิดพลาดจึงไม่อาจรับฟังได้
    ข้ออ้างเช่นว่านั้นไม่อาจนำมาเป็นเหตุในการลบล้างความยินยอมได้
    หากรัฐซึ่งอ้างความผิดพลาดมีส่วนก่อให้เกิดความผิดพลาดเช่นว่านั้น "

    กฎหมายปิดปาก จะอ้างความสำคัญผิดในสนธิสัญญา ขึ้นอ้างมิได้
    นอกจากนี้ ไทยยังต้องส่ง สิ่งปฎิมากรรม แผ่นศิลา ส่วนที่หักพังของอนุสาวรีย์
    รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณซึ่งถูกโยกย้ายจากปราสาทพระวิหาร
    โดยเจ้าหน้าที่ไทย ตั้งแต่ ค.ศ 1954 คืนแก่ กัมพูชา
    ซึ่งไทยได้คืนไปแล้วทั้งสิ้น 50 ชิ้น

    นับเป็นการเสียดินแดน ' ครั้งสุดท้าย ' ของ กรุงรัตนโกสินทร์






    อดีตก็คืออดีตแหละครับ ผมเองไม่สามารถวิพากวิจารณ์ ในเรื่องนี้ได้
    เกินกำลังและสติปัญญา และเพราะถึงอย่างไร
    ปราสาทพระวิหารก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กัมพูชา
    ล่วงมา 44 ปีแล้วละครับ

    ซึ่งระหว่างที่ปราสาทพระวิหารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา
    กัมพูชาก็สั่งปิด และ สั่งเปิด ให้เข้าชมอยู่หลายครั้งแล้ว
    ตามแต่สถานการณ์ของประเทศ

    สุริยาเริ่มรอน ๆ อ่อนแสงลง เป็นสัญญาว่าบ่ายจัดมากแล้ว
    บรรยากาศรอบตัวผม สงบครึ้มเย็น
    สายลมพัดผ่านคลอเคลียก้อนศิลา ผ่านพริ้วสู่ใบไม้
    โลมไล้นกน้อยที่โผบินสู่พโยมบน
    ท้องฟ้าสดโปร่ง ตัดกับก้อนเมฆสีขาวลอยฟ่อง

    พระวิหาร คือ วิหารแห่งสวรรค์ลอยอยู่บนฟากฟ้าโดยแท้

    เพราะแค่ ' ความศรัทธา ' ก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกได้
    แต่ ' ความโลภ ' เพียงประการเดียว ก็ทำลายโลกทั้งโลกลงได้เช่นกัน

    ผมเดินลงมากับไกด์หนุ่มจวบจนมาถึง ณ. จุดเริ่มเริ่มต้นที่พบเขา
    ณ. ลานนาคราช ผมยิ้มขอบใจ พร้อมจ่ายค่าเหนื่อยเป็นจำนวนที่น่าพอใจ
    " เป็นไกด์ที่ดี ต้องช่วยกันดูแลรักษาปราสาทพระวิหารดี ๆ ด้วยนะ "

    ไกด์หนุ่มของเรายิ้มเขิน พร้อมพยักหน้ารับ

    ผมยังหันหลัง เหม่อมองไปยัง ' ศรีศิขเรศวร ' อีกครั้ง

    อดีตอันรุ่งเรือง ณ. ที่นี้ ... ผันผ่าน
    หากก้อนหินดินศิลาทุกก้อนพูดได้คงจะพรรณนา ...

    " ณ . ที่นี้กษัตราธิราชเคยผ่าน เจ้าหญิงโฉมงามเคยเสด็จ มหาเทวะอันสูงสุดเคยประทับ "

    บัดนี้... ทุกสรรพสิ่งแปรเปลี่ยน เตรียมสูญสลายตามกาลเวลา
    นักท่องเที่ยวคลาคล่ำ กลิ่นธูป ควันกำยาน มลายหาย
    สรรพสิ่งใดเล่าคงทน ' กฎแห่งไตรลักษณ์ ' ซิจริงแท้ ...
    ทุกขัง ... อนิจจัง .... อนัตตา






    ความโดดเด่นของ ' ศรีศิขเรศวร '
    จึงมิอาจถูกครอบครองได้โดยผู้ใดผู้หนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง

    เพราะ ถึง ณ. บรรทัดนี้แล้ว
    สมควรที่จะกล่าวได้เพียงว่า ศรีศิขเรศวร... ปราสาทพระวิหาร
    เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ของ มนุษยชาติ โดยแท้ !



    **************



    พชร. ขอขอบคุณ

    1. สาระนิยาย เรื่อง ' สุริยวรรมัน ' ของ คุณ " ทมยันตี "

    2. ก่อนถึง ' ปัศจิมมกถา ' แห่ง สุริยวรรมัน ของ คุณ " ทมยันตี "

    3. ปราสาทเขาพระวิหาร ศาสนบรรพตที่โดดเด่นที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ของ " รศ.ดร.ม.ร.ว สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ "

    4. ศรีศิขเรศวร ปราสาทพระวิหาร วิหารสวรรค์ ศาสนสถานไร้พรมแดน ของ " สำนักพิมพ์เมืองโบราณ "

    5. เขาพระวิหาร ชุดเมืองประวัติศาสตร์ ของ " ดร. ธิดา สาระยา "

    6. เอกสารประกอบคำบรรยายหลักกฎหมายระหว่างประเทศชั้นสูง หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์
    มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดย " รศ. จตุพร วงศ์ทองสรรค์ "

    7. กฎหมายระหว่างประเทศ เล่ม 2 ของ " ศ.ดร. จุมพต สายสุนทร "


  7. #7
    หัวหน้าสาขา
    รูปส่วนตัว naran
    สมัครเมื่อ
    Aug 2009
    โพส
    6,594
    อัฐ
    2,426
    788
    162
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    สนุกมากครับ
    ห้องหนังที่จบแล้ว
    มีนิยายสนุกๆให้อ่านเพียบเลย

    g-gang

  8. #8
    หัวหน้าสาขา

    สมัครเมื่อ
    Jul 2009
    ที่อยู่
    บางที่ในโลกนี้
    โพส
    2,064
    อัฐ
    709
    785
    217
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    ดีๆๆ ขอบคุณครับ
    somewhere, over the rainbow

  9. #9
    whitedvil
    เด็กแอบดู
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    เสริมสร้างความรู้ให้อีกด้วย
    คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ

  10. #10
    ลูกกะจ๊อก รูปส่วนตัว aop
    สมัครเมื่อ
    Sep 2009
    โพส
    26
    อัฐ
    41
    5
    1
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    อ่านจนตาฉ่ำ
    ตรงเนื้อหาค.รู้นะ
    :]]
    คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ

  11. #11
    จิ๊กโก๋คุมซอย รูปส่วนตัว chanama
    สมัครเมื่อ
    Aug 2009
    โพส
    371
    อัฐ
    518
    15
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    มอ 3 หวานๆๆเนอะ พี่อ้น

  12. #12
    ปรมาจารย์ รูปส่วนตัว 360
    สมัครเมื่อ
    Mar 2010
    ที่อยู่
    อยู่ในใจคุณ
    โพส
    2,668
    อัฐ
    14,055
    Awarded 1 time(s)
    1,440
    2,254
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    แค่น้องม.๓ รู้รสกามเสียแล้ว ร้ายจริง ๆ คุณอ้น

  13. #13
    เด็กเดินโพย
    สมัครเมื่อ
    Sep 2009
    โพส
    50
    อัฐ
    57
    2
    1
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    ชอบครับผม ^ ^
    คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ

  14. #14
    ลูกกะจ๊อก
    สมัครเมื่อ
    Apr 2010
    โพส
    28
    อัฐ
    30
    1
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    ชอบครับ

    ตืดตามผลงานพี่มานานมากเลย
    คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ

  15. #15
    จิ๊กโก๋ราวสะพาน
    สมัครเมื่อ
    Aug 2009
    โพส
    136
    อัฐ
    89
    15
    3
    Increase Font Decrease Font

    มาตรฐาน ตอบ: " น้องชายม.3 ชายแท้ " เซ็กส์ เงี่ยน จนต้องโดนอัด โดย อ้น พชร

    Y-Za.CoM
    ติดตามครับ
    คุณยังไม่ได้ใส่ลายเซนต์ คลิ๊กตรงนี้ เพื่อใส่ลายเซนต์สุดสวยของคุณ

ติดต่อลงโฆษณา

GayZeed.com

ติดต่อลงโฆษณา
+ ตอบกลับกระทู้
หน้า 1 จากทั้งหมด 6 หน้า 123 ... ล่าสุดล่าสุด

Tags for this Thread

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ เปิด